หลังจากที่อินโดนีเซียได้ทำการร่างกฎหมายการค้าฉบับใหม่มานานถึงสามปี เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 สภาผู้แทนราษฎรก็ได้ทำการผ่านกฎหมาย ที่เป็นการรวมเรื่องทางการค้าทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกันฉบับแรกของประเทศเป็นผลสำเร็จ ส่งผลให้รัฐบาลมีอำนาจในการจำกัดการส่งออกและนำเข้าเพื่อคุ้มครองตลาดในประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ

กฎหมายการค้า อินโดนีเซีย

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้า นาย Bayu Krisnamurthi แสดงจุดยืนชัดเจนว่า อินโดนีเซียไม่สนับสนุนการค้าเสรี (Free trade) แต่สนับสนุนความสมดุลระหว่างตลาดที่มีประสิทธิภาพ (Market efficiency) และการคุ้มครองผู้มีส่วนได้เสียในตลาดท้องถิ่น (Protection of various local stakeholders) โดยภาพรวมกฎหมายฉบับนี้ มอบอำนาจให้รัฐบาลทำหน้าที่หลักในเรื่องทางการค้าทั้งหมด ไม่ว่าจะทำการส่งเสริมสินค้าในประเทศ ควบคุมการถ่ายเทสินค้าพื้นฐานในประเทศ การนำเข้า และการส่งออก

 

สำหรับการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลสามารถจำกัดการส่งออกได้หลายปัจจัย อาทิเช่น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในประเทศก่อน และเพื่อรับรองว่าวัตถุดิบในประเทศมีเพียง พอต่ออุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศ ขณะเดียวกันก็สามารถจำกัดการนำเข้า เพื่อช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศและเพื่อคงความสมดุลทางการค้า นอกจากนั้น กฎหมายยังให้อำนาจแก่ฝ่ายนิติบัญญัติ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ โดยให้รัฐบาลต้องขอคำปรึกษาจากสภาผู้แทนราษฎรก่อนทำการเจรจาทำความตกลง ในทางการค้าไม่ว่าจะระดับทวิภาคีหรือพหุภาคี หากจะบังคับใช้ความตกลงทางการค้านั้น รัฐบาลยังต้องขอให้สภาผู้แทน ราษฎรให้สัตยาบันอีกด้วย

 

กฎหมายฉบับนี้ประกอบด้วย 19 บท 122 มาตรา โดยมาตราสำคัญ ได้แก่
มาตรา 22 บัญญัติให้รัฐบาลสนับสนุนการใช้สินค้าที่ทำขึ้นในประเทศ ผ่านการจัดรายการ ส่งเสริมและการกระจายข้อมูลหรือทำการตลาด และจะบังคับให้ใช้สินค้าผ่านการบังคับใช้จาก กฎหมายที่มีอยู่
มาตรา 25-27 บัญญัติให้รัฐบาลสามารถจัดการให้สินค้าพื้นฐานหรือสินค้าที่สำคัญมีอยู่ในประเทศ ด้วยราคาที่เข้าถึงได้
มาตรา 54 บัญญัติให้รัฐบาลสามารถจำกัดการส่งออกและนำเข้าเพื่อผลประโยชน์ ของประเทศได้ (National interests)
เช่นปัจจุบัน อินโดนีเซียประกาศห้ามการส่งออกแร่ธาตุที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป เพื่อบังคับ บริษัทในประเทศให้สร้างเตาหลอมเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าก่อนการส่งออก
มาตรา 83 บัญญัติให้ รัฐบาลสามารถปรึกษาสภาผู้แทนราษฎรระหว่างการเจรจา ความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศกับประเทศคู่ค้าได้
มาตรา 85 บัญญัติให้ รัฐบาลสามารถทบทวนหรือยกเลิกความตกลงทางการค้า ระหว่างประเทศตามกฎหมาย หากได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร
มาตรา 87 บัญญัติให้ รัฐบาลสามารถให้สิทธิพิเศษทางการค้าแก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุดได้ หากยังเป็นประโยชน์แก่ประเทศ
มาตรา 97 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการจัดการทางการค้า ประธานาธิบดีสามารถจัดตั้งคณะกรรมการการค้าแห่งชาติได้

ทั้งนี้ กฎหมายการค้าฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ยังต้องขึ้นอยู่กับการประกาศใช้กฎระเบียบอีกกว่า 20 ฉบับ และกฎกระทรวงอีกกว่า 17 ฉบับ ที่ยังไม่ได้ประกาศออกมาแต่อย่างใด ข้อเสียของกฎหมายฉบับนี้ที่ก่อให้เกิดความกังวลคือ การที่รัฐบาลเปิดช่องในการเข้ามาแทรกแซงในการค้าได้เกือบทุกทาง และที่สำคัญ กฎหมายไม่ได้ระบุให้ชัดเจนเลยว่าเมื่อใดที่รัฐบาล จะเข้ามาแทรกแซง การเขียนบทบัญญัติส่วนใหญ่เขียนกว้างๆ เพื่อให้รัฐบาลสามารถตีความได้เอง ไม่มีการระบุแผนการประเมินหรือแนวทางเพื่อให้ประชาชนทราบว่าสิ่งใดคือการทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ อีกทั้งไม่มีการระบุอีกว่าหากสถานการณ์ที่ทำให้การจำกัดการนำเข้าหรือส่งออก หมดลงไปแล้ว จะมีการยกเลิกการจำกัดการนำเข้าหรือส่งออกอีกต่อไปหรือมีมาตรการอื่นใด

 

นอกจากนั้น ยังมีข้อกังขาอีกว่ากฎหมายฉบับนี้ซึ่งมีมาตรการคุ้มครองการค้าในประเทศ เป็นหลักจะสอดคล้องกับกฎระเบียบขององค์การการค้าโลกหรือไม่ เนื่องจากมีบางมาตราที่ไม่ได้กำหนดรายละเอียดให้สอดคล้องกับข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก เช่น มาตรา 51 ว่าด้วยการคุ้มครองและประกันทางการค้า บัญญัติว่า หากมีสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศของสินค้าในลักษณะเดียวกัน ได้รับผลกระทบหรือเสียหายมาก รัฐบาลสามารถออกมาตรการคุ้มครองเพื่อลดหรือกำจัดความ เสียหายดังกล่าว หากสินค้านำเข้ามีราคาถูกกว่าราคาปกติ และส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อตลาดในประเทศ หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ รัฐบาลสามารถออกมาตรการ เพื่อลดหรือกำจัดความเสียหายหรืออุปสรรคดังกล่าว หากสินค้านำเข้าได้รับการอุดหนุนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมจากประเทศผู้ส่งออก และส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อตลาดในประเทศ หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ในประเทศรัฐบาลสามารถออกมาตรการ เพื่อลดหรือกำจัดความเสียหายหรืออุปสรรคดังกล่าว
(ที่มา : สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา, ก.พ. 57)