หลังจากที่ต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจซบเซาเวียดนามได้ริเริ่มโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีชื่อว่าดอยเหม่ยใน พ.ศ. 2529 เป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์สู่แนวทางเศรษฐกิจการตลาดแบบสังคมนิยม ส่งผลให้เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปเอเชีย

ในปีนี้ (พ.ศ. 2557) เวียดนามมีเป้าหมายในการสร้างเสถียรภาพทาง เศรษฐกิจมหภาค ด้วยการปฏิวัติรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจและปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ และตั้งเป้าหมายผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไว้ 5.8%

ลงทุน เวียดนาม

หากมองดูภาพรวมของเวียดนามแล้ว มี เขตพัฒนาเศรษฐกิจสำคัญ 4 เขต ที่เรียกว่า Key Economic Zones (KEZ) ได้แก่

เขตเศรษฐกิจตอนเหนือ (Northern KEZ) ประกอบด้วย 2 เทศบาลนคร ได้แก่ ฮานอย และไฮฟอง และ 5 จังหวัด ได้แก่ ฮึงเอียน กว่างบิ่ญ หายเซือง บั๊กนิญ และหวิญฟุก

เขตเศรษฐกิจแห่ง นี้เน้นพัฒนาด้วยระบบเศรษฐกิจองค์ความรู้ มีการค้าขายและติดต่อกับต่างประเทศด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย รวมทั้งยังมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง และปัจจุบันกำลังพัฒนาท่าเรือน้ำลึกแหล็คเฮวียนแห่งใหม่ เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

เขตเศรษฐกิจตอนกลาง (Central KEZ) ประกอบด้วย 1 เทศบาลนคร คือดานัง และ 4 จังหวัด ได้แก่ เถื่อเทียน-เว้ กว่างนาม กว่างหงาย และบิ่ญดิ่ญ เขตเศรษฐกิจนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่สูงตอนกลาง เรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมความเจริญของเวียดนาม โดยเมืองดานังและท่าเรือของเมืองนี้ถือเป็นประตูแห่งตะวันออกเชื่อมเวียดนาม สู่ระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก หรือ East-West Economic Corridor เขตเศรษฐกิจแห่งนี้มีอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ การต่อเรือ โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่

เขตเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern KEZ) ประกอบด้วย 1 เทศบาลนคร คือโฮจิมินห์ และ 7 จังหวัด ได้แก่ บิ่ญถ่วน บ่าเสียะ หวงเต่า ด่งนาย เต็ยนิญ บิ่ญเฟื้อก และล็องอาน เขตเศรษฐกิจตอนใต้นี้เน้นการพัฒนาทางการค้า การส่งออก การสื่อสารโทรคมนาคม การท่องเที่ยว การเงิน-ธนาคาร การบริการ และเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมทั้งมีจุดขายด้านวัฒนธรรม และงานด้านการฝึกอบรม ท่าเรือและท่าอากาศยานสำคัญ ๆ ของเวียดนาม ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตนี้

โฮจิมินห์ถือเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีของประเทศ โดยมีนิคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ Quang Trung และเขตส่งเสริมการส่งออก Tan Thuan เป็นหัวหอก เขตเศรษฐกิจแห่งนี้กำลังเดินหน้าสำรวจน้ำมันและก๊าซ พร้อมกับพัฒนาแหล่งผลิตไฟฟ้า เมืองใหม่บินห์ดงซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรมถึง 28 แห่ง รองรับภาคธุรกิจทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศ เป็นเสมือนประตูสู่โฮจิมินห์ซิตี้

เขตเศรษฐกิจแม่น้ำโขง ประกอบด้วย 1 เทศบาลนคร คือเกิ่นเทอ และ 3 จังหวัด ได้แก่ อานซาง เกียนซาง และก่าเมา เขตเศรษฐกิจนี้ตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นเขตการพัฒนาที่ทันสมัยของสามเหลี่ยมปาก แม่น้ำโขง ซึ่งร่ำรวยด้วยคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมทางเกษตร

สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง นับเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในทางเกษตรของเวียดนาม โดยมีเกิ่นเทอเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด มีบรรยากาศที่เป็นการเอง และมีนักศึกษามาเรียนที่นี่เป็นจำนวนมาก ส่วนเมืองก่าเมาซึ่งตั้งอยู่ถัดลงมาทางใต้ มีศักยภาพสูงในด้านของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เนื่องจากเป็นที่ลุ่มน้ำเค็ม จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพ และด้วยเหตุที่มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลเป็นระยะทางยาว จึงทำให้บริเวณนี้มีนากุ้งจำนวนมาก และอุดมไปด้วยอาหารทะเลที่หลากหลาย

หากถามถึง โอกาสการลงทุน ในเวียดนาม ด้วยการปรับปรุงพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการจัดสรรเขตเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม ทำให้เวียดนามกลายเป็นจุดหมายที่น่าสนใจในสายตาของนักลงทุนจากต่างชาติ ด้วยยุทธศาสตร์การปรับปรุงพัฒนาแบบสูงสุดสู่รากหญ้าและจากรากหญ้าสู่ระดับบน มีการเติบโตอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจและขนาดของตลาดที่ใหญ่ กำลังซื้อที่เพิ่มมากขึ้น มีความพร้อมของแรงงาน (จากประชาการประมาณ 90 ล้านคน มีคนที่อายุต่ำกว่า 25 ปีถึง 60%) มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องทั้ง ภาคการขนส่ง สาธารณูปโภค สิ่งแวดล้อม และพลังงาน อีกทั้งยังมีทำเลที่ตั้งประเทศที่ดี มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลาย การเมืองมีเสถียรภาพ มีระบบกฎหมายที่ได้มาตรฐานสากล เวียดนามจึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าเข้าไปขยายตลาดและการลงทุน สำหรับนักลงทุนชาวไทยที่กำลังมองหาตลาดการลงทุนใหม่ ๆ ในภูมิภาคนี้

สำหรับ เรื่องของวัฒนธรรม เวียดนามก็เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วไป วัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจของเวียดนาม ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้

“วัฒนธรรม” เป็นตัวกำหนดวิธีคิดและหลักการทางธุรกิจที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ อีกทั้งยังมีพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละเมือง ได้แก่ ฮานอย เมืองเว้ และโฮจิมินห์ซิตี้ ซึ่งสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศเวียดนาม

นักลงทุนจำเป็นจะต้องแสดงตัวตนให้ชัดเจนว่า “คุณเป็นใคร” และ “ทำไมชาวเวียดนามจึงควรจะทำธุรกิจกับคุณ” เพราะหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม คือการสร้างความ “น่าเชื่อถือ” โดยผ่านตัวแทนที่ดี

ชาวเมืองเว้ ตัวแทนคนภาคกลาง ส่วนมากเป็นคนขยันและใฝ่เรียนรู้ แต่มักจะเก็บตัวและไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง การดำเนินธุรกิจที่นี่จะต้องอาศัยการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นโดยตรง ซึ่งต้องใช้เวลาและความพยายามในการทำความเข้าใจกับประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะถูกหยิบยกขึ้นมาก่อนที่จะสามารถริเริ่มโครงการใด ๆ ที่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสภาพแวดล้อม

ตัวอย่าง เช่น โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนต้องรับมือกับระบบบริหารที่แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่นด้วย เหตุนี้ การทำความคุ้นเคยกับระบบและการมีเครือข่ายในท้องถิ่นจะช่วยลดความล่าช้า ทำให้การดำเนินงานสำเร็จลงอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ส่วนชาวเมืองโฮจิ มินห์เป็นคนกระตือรือร้นและมีความคิดสร้างสรรค์ มีการเปิดกว้างทางความคิดมากกว่าคนในพื้นที่อื่น พูดและแสดงออกตรงไปตรงมาและเป็นมิตร รวมทั้งมีวัฒนธรรมพื้นเพเดิมที่มีความเมตตาและความชอบธรรม ซึ่งลักษณะนิสัยนี้ส่งผลให้ชาวโฮจิมินห์มีมนุษยสัมพันธ์ในการดำเนินธุรกิจ กับนักลงทุนชาวต่างชาติได้ดี จึงไม่ใช่เรื่องยาก หากจัดหาทีมบุคลากรที่มีความเป็นสากลทั้งชาวไทยและเวียดนามไปดูแลธุรกิจ เพื่อให้สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของชาวเวียดนามและนักลงทุนชาวต่างชาติบางคนในการใช้ภาษาอังกฤษ ก็อาจส่งผลให้เกิดปัญหาในการสื่อสาร การเรียนรู้ภาษาเวียดนามขั้นพื้นฐาน จะช่วยแก้ปัญหานี้และทำให้การทำงานคล่องตัวขึ้น

เรื่องของกฎระเบียบ กฎหมายและระเบียบข้อบังคับของเวียดนามพัฒนามาจากหลักการของฝรั่งเศสและรัส เซีย แต่ในระยะไม่กี่ปีหลังมานี้ เวียดนามมีการพัฒนากฎระเบียบเพื่อเอื้อต่อการลงทุนจากต่างประเทศ มีการประกาศใช้กฎหมายและข้อบังคับใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการก่อสร้าง รวมทั้งมีการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบเดิมเพื่อให้ได้มาตรฐานสากล ทันต่อเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลง

ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางกฎระเบียบต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง ทำให้การเรียนรู้และเข้าใจในขั้นตอนและกฎระเบียบของการลงทุนเป็นเรื่องยาก สำหรับนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งนักลงทุนชาวไทย ตลอดจนเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานของรัฐบาล

ในกรณีทั้งก่อนและหลัง การลงทุน จึงจำเป็นที่จะต้องมีที่ปรึกษามืออาชีพซึ่งมีบริการครบครัน คอยแนะแนวทางแก้ไขปัญหาทางธุรกิจแก่ผู้ลงทุนในประเทศเวียดนาม

 

(ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ, 16 ส.ค. 57)