บรูไนดารุสซาลาม Brunei Darussalam

 

ข้อมูลทั่วไปของบรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam)

ที่ตั้ง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะบอร์เนียว
(ละติจูดที่ 5 เหนือเส้นศูนย์สูตร)
พื้นที่ 5,765 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่ร้อยละ 70 เป็นป่าไม้เขตร้อน
เมืองหลวง บันดาร์เสรีเบกาวัน (Bandar Seri Begawan)
ประชากร 414,000 คน (2555)
ภาษาราชการ ภาษามาเลย์ (Malay หรือ Bahasa Melayu)
ศาสนา อิสลาม (67%) พุทธ (13%) คริสต์ (10%) และฮินดู (10%)

 

การเมืองการปกครอง

ประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหาร สมเด็จพระราชาธิบดี ฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ (Sultan Haji Hassanal Bolkiah Mu’izzaddin Waddaulah)สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 29
รัฐมนตรีต่างประเทศ เจ้าชายโมฮาเหม็ด โบลเกียห์ (Prince Mohamed Bolkiah)
ระบอบการปกครอง สมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีเป็นองค์ประมุขผู้นำรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
เขตการปกครอง แบ่งเป็นสี่เขตคือ เขต Brunei-Muara เขต Belait เขต Temburong และเขต Tutong
วันชาติ 23 กุมภาพันธ์
วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 1 มกราคม 2527

 

เศรษฐกิจการค้า

เศรษฐกิจ
หน่วยเงินตรา บรูไนดอลลาร์ (1 บรูไนดอลลาร์ ประมาณ 23.2 บาท/ เมื่อ เม.ย. 2556)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 16.6 พันล้าน USD (2555)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 48,000 USD โดยประมาณ (2555)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 1.6 (2555)
สินค้านำเข้าสำคัญ เครื่องจักรอุตสาหกรรม รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเกษตร อาทิ ข้าวและผลไม้
สินค้าส่งออกสำคัญ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับบรูไนดารุสซาลาม

1.ภาพรวมความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับบรูไนฯ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2527 เอกอัครราชทูต ณ บันดาร์ เสรีเบกาวัน คนปัจจุบัน คือ นายอภิชาติ เพ็ชรรัตน์ และเอกอัครราชทูตบรูไนประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน คือ Dato Paduka Haji Kamis bin Haji Tamin
1.2 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับบรูไนฯ มีความใกล้ชิดและฉันมิตร โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูงอยู่เสมอ บรูไนฯ เป็นพันธมิตรที่ดีของไทยต่อเรื่องต่าง ๆ ทั้งในกรอบอาเซียน และกรอบพหุภาคี (อาทิ OIC สหประชาชาติ เอเปค) ปัจจุบัน มีกลไกกำกับความร่วมมือทวิภาคีที่สำคัญคือ คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย – บรูไนฯ (Joint Commission for Bilateral Cooperation – JCBC) ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2546 ที่กรุงเทพฯ
2. ความสัมพันธ์ด้านการเมืองและความมั่นคง
ไทยและบรูไนฯ มีทัศนะทางด้านการทหารและความมั่นคงที่สอดคล้องกัน ความร่วมมือทางการทหารดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำระดับสูงของกองทัพทั้งสองประเทศ และมีการแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านการทหารและการส่งบุคลากรทางทหารเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ
3. ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
3.1 การค้า
บรูไนเป็นคู่ค้าของไทยลำดับที่ 9 ในอาเซียน และเป็นคู่ค้าของไทยลำดับที่ 71 ในระดับโลก ในปี 2555 การค้ารวมมีมูลค่า 632.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (19,658.37 ล้านบาท) ไทยส่งออกไปบรูไนมูลค่า 190.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (5,894.85 ล้านบาท) และนำเข้าจากบรูไน 442.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (13,763.52 ล้านบาท) โดยไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 251.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (7,868.66 ล้านบาท) สินค้าที่ส่งออกไปบรูไนฯ ได้แก่ ข้าว น้ำตาล หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์เซรามิก ผลิตภัณฑ์ยาง กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เป็นต้น สินค้านำเข้าจากบรูไนฯ ได้แก่ น้ำมันดิบ สินค้าเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์
3.2 การลงทุน
3.2.1 การลงทุนของบรูไนฯ ในไทยที่สำคัญ คือ การลงทุนระหว่าง Brunei Investment Agency (BIA) และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) ในชื่อกองทุนไทยทวีทุน 1 มูลค่าประมาณ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2546 มีอายุกองทุน 8 ปี ทั้งนี้ กองทุนไทยทวีทุน 1 ได้หมดอายุลงเมื่อปี 2551 และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2551 กบข. และ BIA จึงได้จัดตั้งกองทุนไทยทวีทุน 2 มูลค่าประมาณ 76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีอายุกองทุน 10 ปี นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนภายใต้ BOI จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการเอเพ็กซ์ เซอร์คิต (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจจัดจำหน่ายแผงวงจรไฟฟ้า
3.2.2 การลงทุนหลักของนักธุรกิจไทยในบรูไนฯ จะอยู่ในสาขารับเหมาก่อสร้าง/สถาปนิก ซึ่งมีบริษัทที่มีชื่อเสียงในบรูไนฯ คือบริษัทรับเหมาก่อสร้าง Brunei Construction และบริษัทสถาปนิก Booty Edwards & Rakan-Rakan (การประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในบรูไนฯ จะต้องมีชาวบรูไนเป็นหุ้นส่วน ซึ่งรัฐบาลไม่ได้กำหนดอัตราการถือหุ้นส่วนอย่างตายตัว) นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจขนาดย่อม ได้แก่ ร้านขายของ ร้านอาหาร และอู่ซ่อมรถ เป็นต้น
3.3 ด้านอื่น ๆ
ความร่วมมือด้านแรงงาน ด้านการเกษตร และด้านสาธารณสุข ยังไม่ค่อยคืบหน้ามากนัก เนื่องจากระบบการบริหารงานราชการของบรูไนฯ ที่มีความล่าช้า นอกจากนี้ การตัดสินใจในประเด็นต่าง ๆ ที่มีความสำคัญจะต้องขึ้นตรงกับสมเด็จพระราชาธิบดีเท่านั้น

——————————————————————————————————————————

ราชอาณาจักรกัมพูชา Kingdom of Cambodia

 

 

ข้อมูลทั่วไปของราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia)

ที่ตั้ง ตั้งอยู่กลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทิศเหนือติดกับประเทศไทย (จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์) และลาว (แขวง อัตตะปือและจำปาสัก) ทิศตะวันออกติดเวียดนาม (จังหวัดกอนทูม เปลกู ซาลาย ดั๊กลั๊ก ส่องแบ๋ เตยนิน ลองอาน ด่งท๊าบ อันซาง และเกียงซาง) ทิศตะวันตกติดประเทศไทย (จังหวัดสระแก้ว จันทบุรี และตราด) และทิศใต้ติดอ่าวไทย
พื้นที่ 181,035 ตารางกิโลเมตร หรือมีขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไทย เส้นเขตแดนโดยรอบประเทศยาวประมาณ 2,000 กิโลเมตร โดยมีเส้นเขตแดนติดต่อกับประเทศไทยยาว 798 กิโลเมตร
เมืองหลวง กรุงพนมเปญ
ประชากร 14.14 ล้านคน
ภาษาราชการ ภาษาเขมร
ศาสนา พุทธนิกายเถรวาท

การเมืองการปกครอง

ประมุข พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี (Preah Bat Samdech Preah Boromneath Norodom Sihamoni)
ผู้นำรัฐบาล สมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซน นายกรัฐมนตรี
รัฐมนตรีต่างประเทศ นายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ
ระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ
เขตการปกครอง ตามกฤษฎีกา ลงนามโดย นรม.กพช. เมื่อ 12 ม.ค. 2552 กำหนดให้มีการแบ่งเขตการปกครอง ดังนี้:แบ่งเป็น 1 ราชธานี (พนมเปญ) และ 23 จังหวัด ได้แก่ กระแจะ เกาะกง กันดาล กัมปงจาม กัมปงชนัง กัมปงธม กัมปง สะปือ กัมปอต ตาแก้ว รัตนคีรี พระวิหาร พระตะบอง โพธิสัต บันเตียเมียนเจย ไปรเวง มณฑลคีรี สตึงเตรง สวายเรียง เสียมราฐ อุดรมีชัย ไพลิน แกบ และพระสีหนุ และแต่ละจังหวัดจะมีศูนย์กลางการปกครองเรียกว่า (อำเภอเมือง) เรียกว่า “กรุง” นอกจากนี้ยังมีเมืองสำคัญที่มีฐานะเป็น “กรุง” อีก 3 แห่ง คือ กรุงปอยเปต (จ. บันเตียเมียเจย) กรุงบาเว็ต (จ. สวายเรียง) และกรุงสวง (จ.กำปงจาม)
วันชาติ 9 พฤศจิกายน 2496
วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 19 ธันวาคม 2493

 

เศรษฐกิจการค้า

หน่วยเงินตรา เรียล (1 บาท ประมาณ 130 เรียล)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 13.16 พันล้าน USD
รายได้ประชาชาติต่อหัว 911.73 USD
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 6.7
สินค้านำเข้าสำคัญ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม บุหรี่ ทองคำ วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร ยานพาหนะ และยา
สินค้าส่งออกสำคัญ เสื้อผ้า สิ่งทอ ไม้ ยางพารา ข้าว ปลา ยาสูบ และรองเท้า

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา

1. ภาพรวมความสัมพันธ์ทั่วไป
•ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2493 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2553 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ได้จัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตของสองประเทศขึ้น ณ กรุงพนมเปญ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและกัมพูชาเข้าร่วม
•ปัจจุบัน เอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ คือ นายสมปอง สงวนบรรพ์ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ได้แก่ สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร 3 เหล่าทัพ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (กระทรวงพาณิชย์) และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ประจำการอยู่ในกัมพูชาด้วย ในส่วนของกัมพูชา มีนาง You Ay เป็นเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย โดยมีสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำการอยู่ในกรุงเทพฯ และมีสถานกงสุลใหญ่ ประจำจังหวัดสระแก้วด้วย
•กัมพูชาและไทยมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และรูปแบบการดำรงชีวิตของประชาชนที่คล้ายคลึงกัน มีความสัมพันธ์ในระดับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนบริเวณแนวชายแดนที่ใกล้ชิด และมีการแลกเปลี่ยนทางการค้าปริมาณมาก (สินค้าเกษตร และเครื่องอุปโภคบริโภค) อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาผกผันบ่อยครั้ง สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์การเมืองภายใน การปลุกกระแสชาตินิยมในหมู่ประชาชน และปัญหาเขตแดน
• กัมพูชาเคยประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2501 (สถาปนาความสัมพันธ์กลับคืนในเดือนกุมภาพันธ์ 2502) และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2504 (สถาปนาความสัมพันธ์กลับคืนในปี 2509 สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร) โดยทั้ง 2 กรณี มีสาเหตุมาจากข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร
• นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลง (เหลือเป็นระดับอุปทูต) หลังจากเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2546 จากกรณีที่มีรายงานข่าวในกัมพูชาว่า นักแสดงชาวไทย (กบ-สุวนันท์ คงยิ่ง) กล่าวดูหมิ่นชาวกัมพูชา (รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) และการเรียกเอกอัครราชทูตฯ (นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย) กลับประเทศ ระหว่างวันที่ 5 พ.ย. 2552 – 24 ส.ค. 2553 หลังจากที่กัมพูชาประกาศแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณฯ เป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา (ต่อมากัมพูชาออกแถลงการณ์ยุติการปฏิบัติหน้าที่ของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2553) ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้เรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยกลับกัมพูชาในช่วงเดียวกัน
• ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชากลับคืนสู่ภาวะปกติ
2. ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
• กลไกการเจรจาหารือทวิภาคีที่สำคัญ คือ คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือ ทวิภาคี ไทย-กัมพูชา (Joint Commission on Bilateral Cooperation – JC) ซึ่งเป็นเวทีสำหรับการเจรจา/ตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา การท่องเที่ยว ฯลฯ โดยได้มีการประชุมครั้งแรกเมื่อปี 2538 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และครั้งล่าสุด คือ การประชุม JC ครั้งที่ 7 ณ เมืองเสียมราฐ เมื่อวันที่ 3 – 4 กุมภาพันธ์ 2554 ทั้งนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JC ครั้งที่ 8 ในปี 2555 (ในชั้นนี้ กำหนดจัดในช่วงเดือนสิงหาคม ณ กรุงเทพฯ)
• สำหรับการเจรจาหารือเรื่องเขตแดน มีกลไกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา JBC (Joint Boundary Commission) เป็นเวทีหลัก โดยการประชุมครั้งล่าสุด คือ JBC ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2554 ณ กรุงเทพฯ
• นอกจากนี้ ยังมีกลไกความร่วมมือด้านการทหาร โดยมี คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา (General Border Committee – GBC) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศเป็นประธาน และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) ซึ่งมีแม่ทัพของแต่ละภูมิภาคทหารของทั้งสองฝ่ายเป็นประธาน
• ปัจจุบัน ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ความสัมพันธ์ไทย – กัมพูชามีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก อย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายกัมพูชาก็ได้แสดงความพร้อมที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์กับไทยอย่างชัดเจน รวมทั้งมีการจัดการประชุมทวิภาคีไทย-กัมพูชาที่เป็นกลไกความร่วมมือและเป็นเวทีหารือที่สำคัญระหว่างกันที่หยุดชะงักไปในช่วงที่มีปัญหาข้อพิพาทระหว่างกัน เช่น การประชุม GBC ครั้งที่ 8 (ระหว่างวันที่ 19-20 ธันวาคม 2554) การประชุม JBC ครั้งที่ 5 (ระหว่างวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2555) เป็นต้น นอกจากนี้ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำระดับสูง เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2555 นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ และได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในประเด็นความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันที่จะส่งเสริมและขยายความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ระหว่างกัน และจำกัดประเด็นที่ยังเป็นปัญหา ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีในด้านอื่น ๆ และเมื่อวันที่ 29-30 ธันวาคม 2554 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการด้วย และได้พบหารือข้อราชการกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชาด้วย

3. ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
3.1 การค้า
การค้ารวมระหว่างไทยกัมพูชาปี 2554 มีมูลค่า 93,152.09 ล้านบาท (3,081.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพิ่มขึ้นระยะเดียวกันของปี 2553 ร้อยละ 14.82 จำแนกเป็นมูลค่าการส่งออก 87,779.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.2 มูลค่าการนำเข้า 5,372.39 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 21.8 โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 82,407.31 ล้านบาท สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปกัมพูชา ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำตาลทราย มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญจากกัมพูชา ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ เสื้อผ้าสำเร็จรูป พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาสูบ
การค้าชายแดน ปี 2554 มีมูลค่า 70,518.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 27.25 เป็นมูลค่าการส่งออก 65,606.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.36 และมูลค่าการนำเข้า 4,912.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.13 ซึ่งไทยได้เปรียบดุลการค้าชายแดน 60,694.05 ล้านบาท ทั้งนี้ สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า น้ำตาลทราย ยางยานพาหนะ เครื่องสำอาง เครื่องหอมและสบู่ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ผ้าผืนและด้าย รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบอื่น ๆ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เหล็ก ผักและของปรุงแต่งจากผัก อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ ทองแดงและผลิตภัณฑ์ เศษกระดาษ เสื้อผ้าสำเร็จรูป พืชน้ำมันและผลิตภัณฑ์ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์ไม้อื่น ๆ และเครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยโลหะสามัญ
3.2 การลงทุน
นับตั้งแต่รัฐบาลกัมพูชาได้มีกฎหมายการลงทุนเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2537 จนถึงปี 2554 ประเทศไทยเป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 6 มีจำนวนเงินลงทุน 218 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองจากมาเลเซีย จีน ไต้หวัน เวียดนาม และเกาหลีใต้ ในปี 2551 ไทยมีโครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกัมพูชา (Cambodian Investment Board: CIB) จำนวน 4 โครงการ เป็นเงินลงทุนมูลค่า 30.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้แก่ การผลิตอ้อยและน้ำตาลของกลุ่มบริษัท Thai Beverage ธุรกิจภาคการขนส่งเพื่อสร้างท่าเรือโดยบริษัทในกลุ่มบริษัทน้ำตาลขอนแก่นของไทย และการลงทุนของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ เกี่ยวกับโรงพยาบาลนานาชาติในนามบริษัท Phnom Penh Medical Service จำกัด สำหรับปี 2552 ไทยลงทุนเป็นอันดับที่ 6 มีจำนวน 5 โครงการ เงินลงทุนมูลค่า 15.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากเป็นอันดับที่ 2 ของเงินลงทุนที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด รองจากจีน ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป 1 โครงการ อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร 3 โครงการ และอุตสาหกรรมผลิตรองเท้า 1 โครงการ ในปี 2553 ไทยมีมูลค่าการลงทุนเป็นอันดับที่ 6 โครงการที่ได้รับอนุมัติมีจำนวน 1 โครงการเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าแปรรูป และในปี 2554 ไม่มีโครงการลงทุนใหม่ ๆ จากประเทศไทย
3.3 การท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวในกัมพูชาระหว่างเดือนมกราคม – ตุลาคม 2554 มีจำนวนมากเป็นอันดับ 7 โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยว 91,343 คน รองจากเวียดนาม เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ลาวซึ่งมีจำนวนลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2553 ร้อยละ 26.45 ในขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวกัมพูชาได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยในปี 2554 จำนวน 252,705 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 72.76 โดยมีจำนวน 146,274 คน

—————————————————————————————————————————

อินโดนีเซีย

 

ข้อมูลทั่วไปของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia)

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ทิศเหนือติดกับทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันออกติดกับติมอร์-เลสเต และปาปัวนิวกินี และทิศใต้ติดกับทะเลติมอร์
พื้นที่ พื้นที่ทางบก 1,904,443 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ทางทะเล 3,166,163 ตารางกิโลเมตร (รวมพื้นที่ทั้งหมด 5,070,606 ตารางกิโลเมตร)

เมืองหลวง กรุงจาการ์ตา
ประชากร 248 ล้านคน (2553)
ภาษาราชการ ภาษาอินโดนีเซีย (Bahasa Indonesia)
ศาสนา อิสลามร้อยละ 85.2 คริสต์นิกายโปรแตสแตนร้อยละ 8.9 คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกร้อยละ 3 ฮินดูร้อยละ 1.8 พุทธร้อยละ 0.8 และศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 0.3

 

การเมืองการปกครอง

ประมุข ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ ดร. ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน (Dr. Susilo Bambang Yudhoyono)
ผู้นำรัฐบาล ดร. ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน (Dr. Susilo Bambang Yudhoyono) ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 (สมัยที่ 2)
รัฐมนตรีต่างประเทศ ดร. อาร์ เอ็ม มาร์ตี้ มูเลียนา นาตาเลกาวา (Dr. R. M. Marty Muliana Natalegawa) ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2552
ระบอบการปกครอง ระบอบสาธารณรัฐแบบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดีเป็นประมุข และหัวหน้าฝ่ายบริหาร (ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2552
เขตการปกครอง30 จังหวัด และเขตการปกครองพิเศษ 4 เขต ได้แก่ กรุงจาการ์ตา เมืองยอกยาการ์ตา จังหวัดอาเจะห์ และ จังหวัดปาปัวและปาปัวตะวันตก
วันชาติ 17 สิงหาคม
วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 7 มีนาคม 2493

 

เศรษฐกิจการค้า

หน่วยเงินตรา รูเปียห์ (1,000 รูเปียห์ ประมาณ 3.21 บาท)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 928.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายได้ประชาชาติต่อหัว 4,944 ดอลลาร์สหรัฐ
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 6.3
สินค้านำเข้าสำคัญ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ น้ำมันเชื้อเพลิง ผลิตภัณพ์อาหาร
สินค้าส่งออกสำคัญ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน เครื่องใช้ไฟฟ้า ไม้ เสื้อผ้า

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย – อินโดนีเซีย

ความสัมพันธ์ด้านการเมือง

· ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอินโดนีเซียเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๔๙๓ และครบรอบ๖๐ ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี ๒๕๕๓ ปัจจุบัน เอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา คือนายภาสกร ศิริยะพันธุ์ และเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย คือ นายลุตฟี ราอุฟ

· กลไกความร่วมมือหลัก ได้แก่ (๑) การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย – อินโดนีเซีย (Joint Commission Meeting between the Kingdom of Thailand and the Republic of Indonesia :JC) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานร่วม โดยอินโดนีเซียจัดการประชุม JCครั้งที่ ๗ เมื่อวันที่ ๑ – ๒ กันยายน ๒๕๕๓ และ (๒) คณะกรรมการระดับสูง (High Level Committee : HLC) โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานร่วม โดยอินโดนีเซียจัดการประชุม HLC ครั้งที่ ๖ เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ที่กรุงจาการ์ตา

· อินโดนีเซียเป็นพันธมิตรที่สำคัญของไทยทั้งในกรอบอาเซียนและในเวทีระหว่างประเทศอื่น ๆการที่อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก ท่าทีของอินโดนีเซียเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ย่อมมีผลต่อท่าทีของประเทศมุสลิม โดยเฉพาะในกรอบองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation : OIC) ซึ่งที่ผ่านมา อินโดนีเซียสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาของ รัฐบาลและช่วยอธิบายให้ประเทศมุสลิมอื่น ๆ เข้าใจปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

· ในปี ๒๕๕๕ มีการเยือนที่สำคัญได้แก่ (๑) ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) on East Asia ๒๐๑๒ ครั้งที่ ๒๑ ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ ๓๑ พฤษภาคม – ๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ (๒) นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุม Bali Democracy Forum ครั้งที่ ๕ ที่บาหลีระหว่างวันที่ ๗ – ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ และ (๓) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนอินโดนีเซียระหว่างวันที่ ๑๘ – ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

 

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

· อินโดนีเซียเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญอันดับ ๒ ของไทยในอาเซียน รองจากมาเลเซีย และเป็นคู่ค้าอันดับที่ ๕ ของไทยในโลก ในปี ๒๕๕๔ มูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย เท่ากับ ๑๗,๔๕๔ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการนำเข้า ๗,๓๗๖ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งออก ๑๐,๐๗๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐไทยได้ดุลการค้า ๒,๗๐๒ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ๒๕๕๕ มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซียเท่ากับ๑๙,๒๙๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการนำเข้าจากอินโดนีเซีย ๘,๐๘๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งออก๑๑,๒๐๙ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า ๓,๑๒๒ ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกของไทยไปอินโดนีเซียที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ น้ำตาลทราย เคมีภัณฑ์ ข้าว เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลัง เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ สินค้านำเข้าจากอินโดนีเซียที่สำคัญ ได้แก่ สินแร่โลหะอื่น ๆเศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ถ่านหิน เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ น้ำมันดิบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช รถยนต์นั่ง

· ไทยกับอินโดนีเซียได้ลงนามความตกลงทางการค้า (Trade Agreement) เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยความตกลงฯ ดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซียผ่านคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee : JTC) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของอินโดนีเซียเป็นประธานร่วม

· ไทยกับอินโดนีเซียได้ลงนามข้อตกลงว่าด้วยการแก้ไขบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายข้าวระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ที่บาหลี โดยข้อตกลงฯ ดังกล่าว

เป็นการต่ออายุบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายข้าวฉบับเก่าซึ่งหมดอายุไปเมื่อปี ๒๕๕๔ ซึ่งระบุว่ารัฐบาลไทยจะจำหน่ายข้าวขาวร้อยละ ๑๕ – ๒๕ ในปริมาณไม่เกิน ๑ ล้านตันต่อปี ระหว่างปี ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙ ให้แก่รัฐบาลอินโดนีเซีย[๑]

การลงทุน

· ในปี ๒๕๕๕ ไทยเป็นประเทศผู้ลงทุนอันดับที่ ๑๕ ในอินโดนีเซีย โดยมีมูลค่าการลงทุน ๖๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ ๒ พันล้านบาท) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมยางและพลาสติก พื้นที่ที่เข้าไปลงทุนส่วนใหญ่ ได้แก่ เกาะสุมาตราใต้และเกาะชวาตะวันตก โดยบริษัทไทยขนาดใหญ่ ๆ ที่เข้าไปลงทุน อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เครือซิเมนต์ไทย บ้านปู ธนาคารกรุงเทพ ลานนาลิกไนต์ และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

· ในปี ๒๕๕๕ อินโดนีเซียเป็นผู้ลงทุนอันดับที่ ๓ ของไทยในอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยมีการลงทุนในไทยจำนวน ๑ โครงการ มูลค่าการลงทุน ๑.๔๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ (๔๓ ล้านบาท)ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

ด้านประมง

· ไทยและอินโดนีเซียได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านประมง เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๕ หมดอายุลงเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๔๘ ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับใหม่ (ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙)

ด้านพลังงาน

อินโดนีเซียมีแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบัน มีบริษัทเอกชนไทยหลายรายเข้าไปลงทุนด้านพลังงานในอินโดนีเซีย เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีการร่วมทุนในโครงการท่อก๊าซ East-West Java กับบริษัท Pertamina บริษัทน้ำมันแห่งชาติของอินโดนีเซีย บริษัท ปตท. สผ. จำกัด (มหาชน) สำรวจและผลิตปิโตรเลียมใน ๕ แหล่ง ที่ Semai II, South Malundar, Malundar Block, Sadang และ South Sageri บริเวณ Makassar Strait นอกชายฝั่งตะวันตกของหมู่เกาะสุลาเวสี และประสงค์ที่จะไปสำรวจก๊าซธรรมชาติในแหล่ง East Natura ทะเล Natura ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาลอินโดนีเซีย และบริษัทบ้านปูทำธุรกิจเหมืองถ่านหินในกาลิมันตันตะวันออกและกาลิมันตันใต้ รวม ๖ แห่ง ได้แก่ Indominco ,Katidin- Embalut ,Kitadin-Tandung Mayang,Jorong,Trubaindo และ Bharinto ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนการขยายการลงทุนในอินโดนีเซียในช่วง ปี ๒๕๕๓ – ๒๕๕๘ จำนวน ๑๙๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ

· ไทยและอินโดนีเซียมีกรอบความร่วมมือด้านพลังงาน ได้แก่ Indonesia – Thailand Energy Forum (ITEF) [๒] ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม ITEF ครั้งที่ ๓ ระหว่างวันที่ ๑๒ – ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยได้หารือเกี่ยวกับ (๑) ความร่วมมือด้านก๊าซ น้ำมัน ก๊าซมีเธนในชั้นถ่านหิน (๒) ความร่วมมือ ด้านไฟฟ้า ถ่านหิน และแร่ธาตุ (๓) ความร่วมมือด้านพลังงานทดแทน พลังงานใหม่ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (๔) การเตรียมพร้อมกรณีฉุกเฉิน และ (๕) ประเด็นอื่น ๆ (โอกาสการวิจัยร่วม การพัฒนาพลังงาน และการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน) และในปี ๒๕๕๖ อินโดนีเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ITEF ครั้งที่ ๔ ที่เมืองบาหลี ระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๖

ด้านการเกษตร

· ไทยและอินโดนีเซียมีคณะทำงานร่วมด้านการเกษตร (Joint Agricultural Working Group Indonesia – Thailand : JAWG) ซึ่งไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JAWG ครั้งที่ ๕ ที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๑๕ – ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ โดยได้หารือเกี่ยวกับความคืบหน้าของความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตร และโครงการความร่วมมือต่าง ๆ ในปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ ยังมีกรอบการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Expert Group Meeting : EGM) ซึ่งไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม EGM ครั้งที่ ๒ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๔ ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตร การวางแผนและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรเพื่อทำการเกษตรอย่างยั่งยืน และส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในระยะยาว โดยกำหนดให้มีการประชุมทุก ๒ ปี ทั้งนี้ อินโดนีเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JAWG ครั้งที่ ๖ ในปี ๒๕๕๖

การท่องเที่ยว

· ในปี ๒๕๕๕ มีนักท่องเที่ยวจากไทยเดินทางไปอินโดนีเซียจำนวน ๘๙,๑๔๒ คน เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ ๑๗ จากปีก่อนหน้า ในขณะที่นักท่องเที่ยวอินโดนีเซียเดินทางมาไทยมีจำนวน ๔๔๘,๗๔๘ คน เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๒ จากปี ๒๕๕๔

———————————————————————————————————————-

Laos

 

 

ข้อมูลทั่วไปของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Lao People’s Democratic Republic)

• ที่ตั้ง
ตั้งอยู่ทางหนือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทิศเหนือติดกับจีน ทิศตะวันตกติดกับพม่าและไทย ทิศตะวันตกติดกับเวียดนาม และทิศใต้ติดกับกัมพูชา เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล

• พื้นที่
236,880 ตร.กม. (1/2 เท่าของประเทศไทย)

• เมืองหลวง
นครหลวงเวียงจันทน์ (Vientiane)

• ประชากร
6.59 ล้านคน

• ภาษาราชการ
ภาษาลาว

• ศาสนา
ศาสนาพุทธ (เถรวาท) ร้อยละ 75 75 และนับถือความเชื่อท้องถิ่น ร้อยละ 16-17

• ประมุข
พลโท จูมมาลี ไซยะสอน (Lt. Gen. Choummaly Sayasone) ประธานประเทศ สปป. ลาว (President of the Lao PDR)

• ผู้นำรัฐบาล
นายทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรี

• รัฐมนตรีต่างประเทศ
ดร. ทองลุน สีสุลิด

• ระบอบการปกครอง
ระบอบสังคมนิยม โดยมีพรรคประชาชนปฏิวัติลาว

• เขตการปกครอง
แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 18 จังหวัด โดยมี เมือง เป็นหน่วยย่อย

• วันชาติ
2 ธันวาคม

• วันสถาปนาความสัมพันธ์
ทางการทูตกับไทย
19 ธันวาคม 2493

• หน่วยเงินตรา
กีบ

• ผลิตภัณฑ์มวลรวม
ภายในประเทศ
9,554 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

• รายได้ประชาชาติต่อหัว
1,386 ดอลลาร์สหรัฐ

• การขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ร้อยละ 8.3

• สินค้านำเข้าสำคัญ
รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอุปโภคบริโภค

• สินค้าส่งออกสำคัญ
ไม้ซุง ไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์ไม้ สินแร่ เศษโลหะ ถ่านหิน เสื้อผ้าสำเร็จรูป

————————————————————————————————————————–

พม่า

 

ข้อมูลทั่วไปของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (Republic of the Union of Myanmar)

ข้อมูลทั่วไป

*หมายเหตุ ภายหลังการประชุมรัฐสภาเมียนมาร์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ เมียนมาร์ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์” (เดิมคือ The Union of Myanmar เปลี่ยนเป็น The Republic of the Union of Myanmar) ปัจจุบันมีรูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ มีรัฐสภาซึ่งประกอบด้วยสภาประชาชน สภาชาติพันธุ์ และสภาท้องถิ่น โดยมีนายเต็ง เส่ง ดำรงตำแหน่งประธาธิบดี ซึ่งเป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล ตั้งแต่วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๔

ที่ตั้ง ทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือติดกับจีน (๒,๑๘๕ กม.)
ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับลาว (๒๓๕ กม.) และไทย (๒,๔๐๑ กม.)
ทิศตะวันตกติดกับอินเดีย (๑,๔๖๓ กม.) และบังกลาเทศ (๑๙๓ กม.)
ทิศใต้ติดกับทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอล
พื้นที่ ๖๕๗,๗๔๐ ตารางกิโลเมตร (ประมาณ ๑.๓ เท่าของไทย)
เมืองหลวง เนปิดอว์ (Nay Pyi Taw)
(ตามที่ระบุในบทที่ ๑๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๑ แต่รัฐบาลเมียนมาร์ยังไม่ได้แจ้งเวียนให้ทราบอย่างเป็นทางการ)
ประชากร ๕๘.๓๘ ล้านคน (ปีงบประมาณ ๒๕๕๑ – ๒๕๕๒)
ภาษาราชการ เมียนมาร์/พม่า
ศาสนา ศาสนาพุทธ (ร้อยละ ๘๙) ศาสนาคริสต์ (ร้อยละ ๕) ศาสนาอิสลาม (ร้อยละ ๔) อื่น ๆ (ร้อยละ ๒)
การเมืองการปกครอง

ประมุข* และประธานาธิบดี นายเต็ง เส่ง (U Thein Sein)
*หมายเหตุ พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย (Senior General Than Shwe) อดีตประมุข ซึ่งยังคงดำรงยศทางทหาร แต่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญเมียนมาร์
รัฐมนตรีต่างประเทศ นายวันนะ หม่อง ลวิน (U Wunna Maung Lwin)
ระบอบการปกครอง รัฐสภาที่สมาชิกมาจากการเลือกตั้ง โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขประเทศและหัวหน้ารัฐบาล
เขตการปกครอง แบ่งการปกครองเป็น 7 รัฐ (state) สำหรับเขตที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อย และ 7 ภาค (region) สำหรับเขตที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายพม่า
วันชาติ ๔ มกราคม ค.ศ. ๑๙๔๘ (๒๔๙๑)
วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย ๒๔ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๘ (๒๔๙๑)
เศรษฐกิจการค้า

หน่วยเงินตรา จั๊ต อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ ๗๒๕ จั๊ตเท่ากับ ๑ ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ๒๔ จั๊ตเท่ากับประมาณ ๑ บาท (ณ เดือนกันยายน ๒๕๕๔)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ๓๑.๗ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี ๒๕๕๓)
รายได้ประชาชาติต่อหัว ๒,๘๕๘ ดอลลาร์สหรัฐ (ปี ๒๕๕๓)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ ๓.๓ (ปี ๒๕๕๓)
สินค้านำเข้าสำคัญ เครื่องจักรกล ใยสังเคราะห์ น้ำมันสำเร็จรูป
สินค้าส่งออกสำคัญ ก๊าซธรรมชาติ ไม้ เมล็ดพืชและถั่ว

———————————————————————————————————————————

ฟิลิปปินส์

 

 

 ข้อมูลทั่วไปของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines)

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง
ทิศตะวันตกและทิศเหนือติดกับทะเลจีนใต้
ทิศตะวันออกและทิศใต้ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก
เมืองหลวง
กรุงมะนิลา
ประชากร
98 ล้านคน
ภูมิอากาศ
อากาศเมืองร้อน
ภาษา
ฟิลิปิโน และอังกฤษเป็นภาษาราชการ
ศาสนา
โรมันคาธอลิกร้อยละ 83 โปรเตสแตนท์ร้อยละ9 มุสลิมร้อยละ 5
หน่วยเงินตรา
เปโซ (1 เปโซ ต่อ 0.70 บาท/ เม.ย. 2556)
ผลิตภันฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
250.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2555)
รายได้ประชาชาติต่อหัว (GDP per capita)
4,096 ดอลลาร์สหรัฐ (2555)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ร้อยละ 6.6 (2555)

การเมืองการปกครอง

1. การเมืองการปกครอง
1.1 ฟิลิปปินส์ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในรูปแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 6 ปี ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 1 วาระ วุฒิสภามีสมาชิก 24 คน มาจากการเลือกตั้งจากผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ (nationwide – elected) มีวาระ 6 ปี และรัฐบาลจะจัดให้มีการเลือกตั้งวุฒิสภาจำนวนครึ่งหนึ่ง (12 คน) ทุก 3 ปี

1.2 ฟิลิปปินส์แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 17 เขต (region) 80 จังหวัด (province) และ 120 เมือง (city) โดยแบ่งการปกครองย่อยออกเป็น 1,499 เทศบาล (municipality) และ 41,969 บารังไก (barangay) ซึ่งเทียบเท่าตำบลหรือหมู่บ้าน

1.3 ฟิลิปปินส์จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนท้องถิ่นทั่วประเทศ รวม 17,996 ตำแหน่งในคราวเดียวกัน เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 มีผู้ลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 50.7 ล้านคน ในจำนวนนี้ มีผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประมาณ 38 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 75 ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด โดยนายเบนิกโน เอส อาคีโน ที่สาม (Benigno S. Aquino III) ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีจากพรรค Liberal (LP) และนายเจโจมาร์ บิไน (Jejomar Binay) อดีตนายกเทศมนตรีเมืองมากาติ (Makati) ได้รับเลือกตั้งเป็นรองประธานาธิบดี

1.4 รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดี อาคีโน ที่สาม มุ่งให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบบริหารประเทศเพื่อปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงและขจัดความยากจน จึงได้รับความนิยม จากประชาชนและมีสถานะความมั่นคงทางการเมืองสูง ทั้งนี้ รัฐบาลมีมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ การสร้างมาตรฐานกฎระเบียบด้านงบประมาณ การปรับปรุงระบบข้าราชการพลเรือน และการปรับปรุงระบบการศึกษา ส่วนประเด็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐบาลฟิลิปปินส์เน้นการส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นท้าทายต่าง ๆ เช่น การก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การระบาดของโรคติดต่อ การฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ และการสร้างพลังประชาคมระหว่างประเทศในทุกภาคส่วนเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals – MDG) ภายในปี 2558

เศรษฐกิจการค้า

2. เศรษฐกิจ
2.1 ฟิลิปปินส์มีระบบเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกับไทย กล่าวคือ เป็นประเทศเกษตรกรรม ประชากร ร้อยละ 60 ประกอบอาชีพเกษตรกร อย่างไรก็ดี สภาพภูมิประเทศที่เป็นหมู่เกาะส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกมีน้อย โดยส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณที่ราบต่ำและเนินเขาที่ปรับให้เป็นขั้นบันไดในบริเวณเกาะลูซอน ขณะเดียวกันประชากรฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่นิยมประกอบอาชีพในต่างประเทศ ฟิลิปปินส์จึงพึ่งพารายได้จากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศเพื่อการพัฒนาประเทศเป็นส่วนใหญ่

2.2 รัฐบาลภายใต้การบริหารงานด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีอาคีโน ที่สาม เน้นนโยบายสร้างวินัยทางการคลัง โดยการบริหารงบประมาณแบบสมดุล (zero – budgeting policy) เพื่อแก้ไขภาวะงบประมาณขาดดุล อันเป็นปัญหาสืบเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน ในปี 2553 รัฐบาลได้กำหนดงบประมาณขาดดุลอัตราร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หรือประมาณ 625 พันล้านเปโซ เนื่องจากความจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณเพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภค และอัดฉีดเม็ดเงินให้กับครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนโดยสนับสนุนการสร้างกลไกความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐ – เอกชน (public – private partnerships) และเร่งแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของต่างชาติ ผลักดันกฎหมายป้องกันการผูกขาด (anti – trust law) เพื่อส่งเสริมการแข่งขันอย่างเท่าเทียม รวมทั้งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนในสาขาสาธารณูปโภค การท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เหมืองแร่ และเกษตรกรรม

2.3 ในปี 2553 การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของฟิลิปปินส์ อยู่ที่อัตราร้อยละ 7.3 เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2553 การใช้จ่ายในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมิถุนายน 2553 รวมทั้งปัจจัยเชิงบวกด้านอื่น ๆ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของเงินโอนจากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ การขยายตัวของภาคการส่งออก การขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศ การเพิ่มขึ้นของปริมาณการลงทุน และเศรษฐกิจมหภาคมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเติบโตในอัตราร้อยละ 7 – 8 ตลอดวาระการบริหารงาน (ปี 2553 – 2560) อย่างไรก็ดี นักลงทุนต่างชาติยังมีความกังวลต่อปัญหา/ อุปสรรคอื่น ๆ ในการลงทุนในฟิลิปปินส์ เช่น ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายในระยะยาว ระบบสาธารณูปโภคขาดคุณภาพและค่าใช้จ่ายสูง

3. นโยบายต่างประเทศ
3.1 นโยบายต่างประเทศของฟิลิปปินส์อยู่บนพื้นฐานของนโยบายหลัก 3 ด้าน คือ (1) ด้านความมั่นคง (2) ด้านเศรษฐกิจ และ (3) ด้านแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ (Overseas Filipinos Workers) โดยเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างผลประโยชน์แห่งชาติกับการเป็นสมาชิกที่ดีของประชาคมระหว่างประเทศ และยังคงให้ความสำคัญกับการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศสมาชิกอาเซียน

3.2 ฟิลิปปินส์มีความใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา เนื่องด้วยความเกี่ยวพันทางประวัติศาสตร์ ความเป็น พันธมิตรด้านความมั่นคง และสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ในระหว่างการเยือนสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดีอาคีโน ที่สาม เมื่อเดือนกันยายน 2553 รัฐบาลฟิลิปปินส์ประสบผลสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนและเงินช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา โดยสหรัฐอเมริกาพร้อมจะสนับสนุนนโยบายแห่งชาติของฟิลิปปินส์ในทุกมิติ ในการนี้ ฟิลิปปินส์ได้ลงนามความตกลง Millennium Challenge Account (MCA) มูลค่า 434 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งความตกลงดังกล่าว อยู่ภายใต้การดำเนินงานของความร่วมมือแห่งความท้าทายแห่งสหัสวรรษ (Millennium Challenge Corporation – MCC) โดยเป็นเงินทุนจากสหรัฐอเมริกาที่สนับสนุนประเทศที่ยากจนเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังได้แสดงความสนใจที่จะเพิ่มพลวัตร และแรงขับเคลื่อนทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา โดยการเข้าร่วมการเจรจาความตกลงว่าด้วยการค้าเสรีในกรอบ Trans – Pacific Economic Partnership

3.3 ฟิลิปปินส์มีความสัมพันธ์ในระดับดีกับนานาประเทศ อาทิ (1) กับญี่ปุ่นในฐานะประเทศที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์และเป็นประเทศผู้บริจาครายสำคัญต่อการพัฒนาในมินดาเนา (2) กับจีนในฐานะประเทศคู่ค้าและผู้ลงทุนที่สำคัญ และ (3) กับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน และเยเมน ซึ่งเป็นตลาดแรงงานสำคัญของฟิลิปปินส์และแหล่งทุนสำหรับการพัฒนาในมินดาเนา ตลอดจนมีศักยภาพที่จะสนับสนุนฟิลิปปินส์ในการเข้าเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์ในองค์การการประชุมอิสลาม (Organization of the Islamic Conference – OIC)

3.4 ฟิลิปปินส์ส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง (1) การร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร (Moro Islamic Liberation Front – MILF) และกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโร (Moro National Liberation Front – MNLF) (2) การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีกลุ่ม NAM วาระพิเศษว่าด้วยเรื่อง Interfaith Dialogue และความร่วมมือเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (Special Non-Aligned Movement Ministerial Meeting – SNAMM) เมื่อเดือนมีนาคม 2553 ซึ่งมีการรับรองปฏิญญามะนิลาเกี่ยวกับหลักสำคัญในการบรรลุผลด้านสันติภาพและการพัฒนาโดยใช้ Interfaith Dialogue (3) การเป็นประธานการประชุมทบทวนไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (2010 Review Conference of Non-Proliferation of Nuclear Weapon – NPT) ซึ่งสาระสำคัญเกี่ยวกับการลดและไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ และการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติจำนวน 64 ข้อ ได้รับการบรรจุไว้ในรายงานสุดท้ายของการประชุมดังกล่าว (4) การส่งกองกำลังฟิลิปปินส์เข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ และ (5) การมีบทบาทที่แข็งขันในกรอบอาเซียน อาทิ บทบาทในฐานะประเทศผู้ประสานงานการเจรจาระหว่างอาเซียน – สหรัฐอเมริกา การส่งเสริมการจัดทำแนวทางปฏิบัติ ในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct in South China Sea) รวมทั้งการสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนอาเซียน

————————————————————————————————————————————-

สาธารณรัฐสิงคโปร์

 

สาธารณรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore)

ข้อมูลทั่วไป

เมืองหลวง สิงคโปร์

ที่ตั้ง เป็นเกาะ (island city-state) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรมาเลย์ (ห่างจากคาบสมุทรประมาณ 137 กิโลเมตร) ทิศเหนือติดกับรัฐยะโฮร์ มาเลเซีย (Johor Bahru) ทิศตะวันออก ติดทะเลจีนใต้ ทิศตะวันตกติดมาเลเซียและช่องแคบมะละกา ทิศใต้ติดช่องแคบมะละกา ใกล้กับเกาะเรียล (Riau) ของอินโดนีเซีย

พื้นที่ 699.4 ตารางกิโลเมตร (ประมาณเกาะภูเก็ต)

ประชากร 5.31 ล้านคน

ศาสนา พุทธ (ร้อยละ 42.5) อิสลาม (ร้อยละ 14.9) คริสต์ (ร้อยละ 14.6) ฮินดู (ร้อยละ 4) ไม่นับถือศาสนา (ร้อยละ 25)

ภาษาราชการ อังกฤษ จีน มลายูและทมิฬ

ประมุข นายเอส อาร์ นาธาน (2542-ปัจจุบัน) ประธานาธิบดี

ผู้นำรัฐบาล นายลี เซียน ลุง (2547-ปัจจุบัน) นายกรัฐมนตรี

รูปแบบการปกครอง ระบอบสาธารณรัฐแบบรัฐสภา (Parliamentary Parliament) มีสภาเดียว (Unicameral parliament) มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ (วาระ 6 ปี) และนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐบาล/หัวหน้าฝ่ายบริหาร (วาระ 5 ปี)

วันชาติ 9 สิงหาคม (แยกตัวจากสหพันธรัฐมาเลเซีย เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2508)

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 20 กันยายน 2508

เงินตรา ดอลลาร์สิงคโปร์

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 259.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

รายได้ประชาชาติต่อหัว 50,123 ดอลลาร์สหรัฐ

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 4.9

สินค้าส่งออก เครื่องจักรกล เครื่องไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ เสื้อผ้า

สินค้านำเข้า เครื่องจักรกล ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า น้ำมันดิบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์อาหาร

—————————————————————————————————————————————–

 

สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

 

 

สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam)

• ที่ตั้ง
ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทิศเหนือติดกับจีน
ทิศตะวันตกติดกับลาว
ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ติดกับกัมพูชา
ทิศตะวันออกติดกับทะเลจีนใต้และอ่าวตังเกี๋ย
ทิศใต้ติดกับอ่าวไทย

• พื้นที่
331,690 ตารางกิโลเมตร (ประมาณพื้นที่ 3 ใน 5 ของไทย)

• เมืองหลวง
กรุงฮานอย (Hanoi)

• ประชากร
91.5 ล้านคน

• ภาษาราชการ
เวียดนาม

• ศาสนา
ไม่มีศาสนาประจำชาติ เนื่องจากปกครองโดยระบอบสังคมนิยม (มีผู้แสดงตนว่านับถือศาสนาต่างๆ 15.65 ล้านคน โดยศาสนาพุทธ (มหายาน) มีจำนวนผู้นับถือมากที่สุด (ร้อยละ 9.3)

• ประมุข
ประธานาธิบดี คือ นายเจือง เติ๊น ซาง (Truong Tan Sang)

• ผู้นำรัฐบาล
นายกรัฐมนตรี คือ นายเหวียน เติ๊น สุง (Nguyen Tan Dung)

• รัฐมนตรีต่างประเทศ

นายฝ่าม บิ่งห์ มิงห์
(Mr. Pham Binh Minh)

• ระบอบการปกครอง
ระบอบสังคมนิยม โดยมีพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (Communist Party of Vietnam) เป็นพรรคการเมืองเดียวและ มีอำนาจสูงสุด

• เขตการปกครอง
แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 58 จังหวัด และ 5 เทศบาลซึ่งเป็นเขตการปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีฐานะเท่าจังหวัด

• วันชาติ
2 กันยายน

• วันสถาปนาความสัมพันธ์
ทางการทูตกับไทย
6 สิงหาคม 2519

• หน่วยเงินตรา
ด่ง

• ผลิตภัณฑ์มวลรวม
ภายในประเทศ
136 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

• รายได้ประชาชาติต่อหัว
1,486.347 ดอลลาร์สหรัฐ

• การขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ร้อยละ 5.03

• สินค้านำเข้าสำคัญ
น้ำมัน ปุ๋ย รถยนต์ รถจักรยานยนต์

• สินค้าส่งออกสำคัญ
สิ่งทอและเสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ น้ำมันดิบ รองเท้า เครื่องหนัง คอมพิวเตอร์ และอาหารทะเล

—————————————————————————————————————————–

มาเลเซีย

 

มาเลเซีย (Malaysia)

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร ประกอบด้วยดินแดนสองส่วน คือ มาเลเซียตะวันตก ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายู ประกอบด้วย 11 รัฐ คือ ปะหัง สลังงอร์ เนกรีเซมบิลัน มะละกา ยะโฮร์ เประ กลันตัน ตรังกานู ปีนัง เกดะห์และปะลิส มาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว (กาลิมันตัน) ประกอบด้วย 2 รัฐ คือ ซาบาห์และซาราวัก นอกจากนี้ ยังมีเขตการปกครองภายใต้สหพันธรัฐ อีก 3 เขต คือ กรุงกัวลาลัมเปอร์ (เมืองหลวง) เมืองปุตราจายา (เมืองราชการ) และเกาะลาบวน

พื้นที่ 329,758 ตารางกิโลเมตร ( ประมาณ 64% ของไทย)

เมืองหลวง กรุงกัวลาลัมเปอร์

ประชากร 29.512 ล้านคน

ภาษาราชการ มาเลย์

ศาสนา อิสลาม (60%) พุทธ (19%) คริสต์ (12%)

 

การเมืองการปกครอง

ประมุข สมเด็จพระราชาธิบดี อัลมูตัสสิมู บิลลาฮี มูฮิบบุดดิน ตวนกู อัลฮัจญ์ อับดุล ฮาลิม มูอัซซัม ชาห์ อิบินี อัลมาฮูม สุลต่าน บาดิชาห์ สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 14 (His Majesty Almu’tasimu Billahi Muhibbuddin Tuanku Alhaj Abdul Halim Mu’adzam Shah ibini Almarhum Sultan Badlishah The Yang di-Pertuan Agong XIV of Malaysia)

ผู้นำรัฐบาล ดาโต๊ะ ซรี มูห์ฮัมหมัด นาจิบ บิน ตุน อับดุล ราซัค (Dato’ Sri Mohd Najib bin Tun Abdul Razak)

รัฐมนตรีต่างประเทศ ดาโต๊ะ ซรี อานิฟาห์ บิน ฮัจญี อามาน (Dato’ Sri Anifah bin Haji Aman)

ระบอบการปกครอง สหพันธรัฐ โดมีสมเด็จพระราชาธิบดี (Yang di-Pertuan Agong) เป็นประมุข ซึ่งมาจากการเลือกตั้งเจ้าผู้ปกครองรัฐ 9 แห่ง (ยะโฮร์ ตรังกานู ปะหัง สลังงอร์ เกดะห์ กลันตัน เนกรีเซมบิลัน เประและปะลิส) และผลัดเปลี่ยนหมุดเวียนกันขึ้นดำรงตำแหน่ง วาระละ 5 ปี โดมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลสหพันธรัฐ และมุขมนตรีแห่งรัฐ (Menteri Besar ในกรณีที่มีเจ้าผู้ปกครองรัฐ หรือ Chief Minister ในกรณีที่ไม่มีเจ้าผู้ปกครองรัฐ) เป็นหัวหน้ารัฐบาลแห่งรัฐ

เขตการปกครอง มาเลเซียแบ่งเขตการปกครองเป็น 13 รัฐ ได้แก่ ปะหัง สลังงอร์ เนกรีเซมบิลัน มะละกา ยะโฮร์ เประ กลันตัน ตรังกานู ปีนัง เกดะห์ ปะลิส ซาบาห์และซาราวัก และ 3 ดินแดนสหพันธ์ ได้แก่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ (เมืองหลวง) เมืองปุตราจายา (เมืองราชการ) และเกาะลาบวน

วันชาติ 31 สิงหาคม

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 31 สิงหาคม พ.ศ. 2500

 

 

เศรษฐกิจการค้า

หน่วยเงินตรา ริงกิต (1 ริงกิตประมาณ 10.17บาท สถานะ ก.พ.2556)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 307.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2555)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 10,502 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2555)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 5.2 (ปี 2555)

สินค้านำเข้าสำคัญ ไฟฟ้าและอิเล็ก เครื่องจักรและอุกรณ์ เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป อุปกรณ์ด้านการขนส่ง

สินค้าส่งออกสำคัญ ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรทรอนิกส์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ด้านการขนส่ง ผลิตภัณฑ์โลหะ
อนิกส์ น้ำมันปาล์ม เคมีภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) น้ำมันดิบ

 

ที่มา : กรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้