(โดยทีมงาน ThailandAEC2015)

ในช่วงที่นวัตกรรมทางการเงินในด้านต่างๆมีการก้าวหน้าไปมาก แต่ในแวดวงของกองทุนรวม นอกจากประเภทกองทุนรวมที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น กองทุนรวมตราสารทุน (หุ้น), กองทุนรวมตราสารหนี้และกองทุนรวมประเภทอสังหาริมทรัพย์แล้ว ดูเหมือนว่าการพัฒนาในแง่ของรูปแบบของกองประเภทใหม่ๆจะมีให้เห็นไม่มากนัก รูปแบบใหม่ๆที่พอมีให้เห็นและเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นบ้างเหมือนจะมีเพียงแค่กองทุนรวมประเภท Exchange Traded Funds (ETFs) เท่านั้นที่เป็นที่รู้จักของนักลงทุนมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มีกองทุนรูปแบบใหม่เกิดขึ้นและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดต่างประเทศ คือกองทุนที่มีชื่อเรียกว่า Risk Parity Fund แนวคิดเกี่ยวกับกองทุนประเภท Risk Parity Fund นี้เป็นที่ศึกษากันในวงการวิชาการเมื่อหลายปีมาแล้ว โดยมุ่งศึกษาเรื่องการหาจุดที่เหมาะสมสำหรับผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในรูปแบบต่างๆ โดยแนวคิดนี้ได้มีกองทุนประเภท Hedge Fund บางกองทุนได้นำมาปรับใช้เป็นกลยุทธ์การลงทุนเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา และแนวคิดดังกล่าวเป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการการเงินเมื่อมีการเผยแพร่ผลการศึกษาเรื่อง Leverage Aversion and Risk Parity ลงในนิตยสาร Financial analyst Journal ในช่วงต้นปี 2012 นี้ โดยผลการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation) ตามความเสี่ยงของแต่ละสินทรัพย์แทนที่จะเป็นการจัดสรรเงินลงทุนตามมูลค่าของสินทรัพย์ตามวิธีปฏิบัติเดิม มีโอการที่จะสร้างอัตราผลตอนแทนได้สูงกว่าในระดับความเสี่ยงที่เท่ากัน

Risk parity fund

Risk parity fund

จุดประสงค์ของการจัดสรรเงินของ Risk Parity Fund นั้นจะเพื่อการกระจายความเสี่ยง โดยให้น้ำหนักการลงทุนกับสินทรัพย์ที่มีระดับความเสี่ยงต่ำมากกว่าสินทรัพย์ที่มีระดับความเสี่ยงสูง และมุ่งหวังให้กองทุนสร้างผลตอบแทนหลังปรับค่าความเสี่ยงแล้ว (Risk Adjusted Return, ซึ่งมักใช้ Sharpe Ratio ในการวัด) แทนที่จะเป็นค่าผลตอบแทนจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว (Absolute Return) เมื่อเราลองมองเปรียบเทียบทฤษฎีนี้กับความเป็นจริงจะพบว่า โดยทั่วไปแล้วสินทรัพย์ประเภทพันธบัตรมักจะมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้น (อาจจะยกเว้นในกรณีที่พันธบัตรนั้นมีความเสี่ยงด้าน Default risk เพิ่มขึ้นหรืออยู่ในสภาพเศรษฐกิจที่อาจมีเงินเฟ้อสูงจนดอกเบี้ยอาจต้องปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว) ดังนั้นการจัดสรรเงินลงทุนของ Risk Parity Fund จึงมักให้น้ำหนักกับพันธบัตรมากกว่าหุ้นเสมอ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของกองทุนจึงออกมาอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก ในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น

แต่คำถามก็คือทำไมกองทุนรูปแบบนี้ถึงได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ? คำตอบอยู่ในผลการศึกษาเรื่อง Leverage Aversion and Risk parity ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น โดยผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อใช้เทคนิคของ Risk Parity Fund ไปทำ Back testing หรือการทดสอบผลการดำเนินงานย้อนหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี 1926 พบว่า Risk Parity Fund ให้อัตราผลตอบแทนมากกว่า Risk free rate (ซึ่งคือพันธบัตรรัฐบาล) เท่ากับ 2.20% ต่อปี ในขณะที่ Market Portfolio (ผู้วิจัยหมายถึง Portfolio ที่รวมสินทรัพย์หลายประเภท) ให้อัตราผลตอบแทนมากกว่า Risk free rate อยู่ที่ 3.84% แต่ถ้า Risk Parity Fund ดังกล่าวปรับกลยุทธ์เล็กน้อย โดยใช้การกู้ยืมเพื่อการลงทุน (Leverage) จนค่าความผันผวนของกองทุนเข้าไปเท่ากับความผันผวนของ Market Portfolio ที่ระดับ 15% ต่อปี จะได้อัตราผลตอบแทนมากกว่า Risk free rate เท่ากับ 7.99% และแม้เปลี่ยนช่วงเวลาและสมมติฐานบางอย่างในการทำการทดสอบ ผลการทดสอบที่ได้ยังคงให้ข้อสรุปแบบเดิม จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่ากองทุน Risk Parity Fund สามารถสร้างอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าภายใต้เงื่อนไขระดับความเสี่ยงของการลงทุนที่เท่ากันที่เท่ากัน

อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นก็คือ จุดมุ่งหมายของกองทุนมุ่งที่จะสร้าง Risk Adjusted Return ให้สูงที่สุด ดังนั้นเมื่อมองที่ระดับผลตอบแทนที่เป็น Absolute Return เพียงอย่างเดียว ตัวผลตอบแทนที่กองทุนสร้างได้อาจจะไม่สูงมากนัก โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้น ซึ่งจุดประสงค์ของกองทุนนี้มีขึ้นเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี ภายใต้ทุกสถานการณ์ของสภาวะเศรษฐกิจ และด้วยหลักการนี้เองลูกค้าหลักของกองทุน Risk Parity Fund คงไม่ใช่นักลงทุนส่วนบุคคลที่มุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว แต่กลับได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนประเภทที่เป็นกองทุนบำนาญหรือบริษัทประกันชีวิต ที่มีช่วงระยะเวลาของการลงทุนค่อนข้างนาน และต้องผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจหลายรูปแบบ ดังนั้นรูปแบบของการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องความเสี่ยงและมีผลตอบแทนที่ดีพอสมควรจึงตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนกลุ่มนี้

ประเทศไทยเองก็มีกองทุนบำนาญขนาดใหญ่หลายกองทุน เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่มีสินทรัพย์กว่า 3 แสนล้านบาท หรือกองทุนประกันสังคมที่มีสินทรัพย์แตะ 1 ล้านล้านบาท

หรือแม้กระทั่งพอร์ทโฟลิโอของบริษัทประกันชีวิตเมื่อนับทุกบริษัทรวมกันก็น่าจะมีสินทรัพย์เกิน 1 ล้านล้านบาท ดังนั้น Risk Parity Fund จึงเป็นเครื่องมือการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งที่นักลงทุนสถาบันของไทยควรศึกษากันไว้

 

หมายเหตุ : ในการศึกษาทางวิชาการด้านการเงิน ความเสี่ยงจากการลงทุนมักใช้ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของผลตอบแทนเป็นตัววัด

ค่า Risk Adjusted Return ที่วัดโดยการคำนวณ Sharpe ratio คือ (ผลตอบแทนจากการลงทุน – ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล) หารด้วยค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทนจากการลงทุน