(โดยทีมงาน ThailandAEC2015)

Catastrophe bondด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์โดยรวมของประเทศไทยถือว่ามีความได้เปรียบประเทศอื่นๆในแถบเอเชียแปซิฟิกอยู่พอสมควร เนื่องจากตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่มีความเหมาะสม ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ และฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติน้อยกว่าประเทศอื่นๆโดยเปรียบเทียบ ด้วยสาเหตุดังกล่าวหน่วยงานต่างๆของไทยทั้งภาครัฐและเอกชนจึงมีความตื่นตัวค่อนข้างน้อยในเรื่องของการบริหารความเสี่ยงจากการเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ๆ จวบจนกระทั่งการเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2554 ที่ผ่านมา จึงเริ่มที่จะมีการตื่นตัว คิดหามาตรการป้องกันการเกิดอุทกภัย และมีการระดมความเห็นเพื่อหาวิธีการและเครื่องๆมือต่างๆ เพื่อบรรเทาผลที่อาจเกิดจากอุทกภัยในอนาคตข้างหน้า

เรื่องหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากคือเรื่องของการประกันภัยพิบัติจากน้ำท่วม ซึ่งหลังจากการเกิดวิกฤติการณ์ครั้งผ่านมา ผลที่ตามมาคือเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมของประเทศไทยปรับสูงขึ้นอย่างมาก และหลายบริษัทประกันภัยไม่รับประกันภัยน้ำท่วมจากประเทศไทย เพราะมองว่าความเสี่ยงยังมีอยู่ ซึ่งการเข้าไปรับประกันภัยหรือรับประกันภัยต่อภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวส่งผลให้บริษัทประกันภัยต้องแบกรับต้นทุนที (คาดว่า) จะสูงขึ้น และในเมื่อไม่มีบริษัทใดกล้ารับประกัน ภาระดังกล่าวจึงตกเป็นภาระของภาครัฐ ดังจะเห็นได้จากการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติมูลค่า 50,000 ล้านบาท ภายใต้พระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ.2555

ความจริงการรับประกันภัยน้ำท่วมในประเทศไทยมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นจริง แต่ด้วยนวัตรกรรมทางการเงินก็มีเครื่องมือทางการเงินบางอย่างที่ช่วยให้บริษัทประกันภัยสามารถถ่ายโอนความเสี่ยง (หรือที่เรียกว่า Alternative Risk Transfer) จากภัยน้ำท่วมตลอดจนภัยธรรมชาติอื่นๆได้ ซึ่งวิธีการการถ่ายโอนความเสี่ยงดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับบริษัทประกันภัย ตลอดจนนักลงทุนบางประเภทได้

ทางเลือกในการถ่ายโอนความเสี่ยงหนึ่งที่น่าสนใจคือการออกตราสารประเภท Catastrophe bond หรือเรียกสั้นๆว่า “Cat bond” ในพื้นที่ที่บริษัทประกันภัยไม่พร้อมที่จะรับประกันภัย หรือรับประกันภัยในเบี้ยที่สูงมาก โดยโครงสร้างการถ่ายโอนความเสี่ยงของ Cat bond นี้ จะเป็นการโอนความเสี่ยงจากการประกันภัยเข้าสู่ตลาดทุน แทนที่จะโอนความเสี่ยงให้กับบริษัทประกันภัยโดยหรือบริษัทรับประกันภัยต่อโดยตรง โดย Cat bond จะเป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทประกันภัย หรือ Special Purpose Vehicle (SPV) ของบริษัทประกันภัยหรือสถาบันการเงินอื่นที่รับหน้าที่ดำเนินการ ซึ่ง Cat bond จะถูกนำออกขายสู่นักลงทุน โดยลักษณะทั่วไปของ Cat bond จะมีกระแสเงินสด (Cash flow) เหมือนกับตราสารหนี้ปกติ (Plain vanilla bond) ซึ่งได้แก่ดอกเบี้ย (Coupon) และเงินต้น (Principal) และจะมีส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคือส่วนของผลตอบแทน (ซึ่งอาจจะเป็นบวกหรือลบก็ได้) ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ (Event) การเกิดภัยธรรมชาติเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งหรือหลายเหตุการณ์ ตามที่ได้มีการทำข้อตกลงไว้ ซึ่งในกรณีนี้จะยกตัวอย่างกรณีภัยพิบัติจากน้ำท่วมเป็นหลัก โดยในกรณีปกติหากไม่มีเหตุการณ์ภัยพิบัติใดๆเกิดขึ้น นักลงทุนที่ซื้อ Cat bond จะได้รับดอกเบี้ยและเงินต้นคืนตามปกติ และดอกเบี้ยที่นักลงทุนได้รับมักจะสูงกว่าดอกเบี้ยของพันธบัตรทั่วไป ในทางกลับกันถ้าเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดผู้ถือ Cat bond อาจได้รับดอกเบี้ยหรือเงินต้นคืนในจำนวนที่น้อยลง ซึ่งจากหลักการดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้รับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติจะไม่ใช่บริษัทประกันภัยอีกต่อไป หากแต่ความเสี่ยงจะตกอยู่กับคนที่ซื้อ Cat bond ไว้นั่นเอง

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น จะขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบ Cat bond กับพันธบัตรปกติ ดังนี้

 

 

Cat bond กับพันธบัตรปกติ

Cat bond กับพันธบัตรปกติ

 

* คือเงื่อนไขของการจ่ายดอกเบี้ยที่อิงกับสถานการณ์ภัยพิบัติ ซึ่งอาจใช้ปริมาณมวลน้ำ หรือปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย (Rainfall level) เป็นตัวแทน เช่น

เงื่อนไขของการจ่ายดอกเบี้ย

เงื่อนไขของการจ่ายดอกเบี้ย

จะเห็นได้ว่าพันธบัตรมีอายุ 5 ปี ในปีแรกหากปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 700 mm. นักลงทุนจะได้รับดอกเบี้ย 4.5% ในปีต่อมาหากปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 450 mm. นักลงทุนจะได้รับดอกเบี้ย 5% และในปีต่อมาหากฝนตกมากปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3,200 mm. นักลงทุนจะไม่ได้รับดอกเบี้ยเลย ในขณะที่นักลงทุนที่ถือพันธบัตรประเภทปกติจะได้รับดอกเบี้ย 3% ตลอดเท่ากันทุกๆปี

จะเห็นได้ว่าการมีตราสารประเภท Cat bond มีข้อดีหลายประการ อย่างน้อยที่สุดในช่วงเวลาปัจจุบัน Cat bond อาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทประกัน “กล้า” ออกกรมธรรม์ประกันน้ำท่วม และถ่ายโอนความเสี่ยงบางส่วนออกไปได้ แต่อย่างไรก็ตามการออกผลิตภัณฑ์และเสนอขาย Cat bond ก็มีข้อควรระวังอยู่หลายประการ เช่น

Cat bond สามารถออกแบบได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งกรณีเงื่อนไขของภัยพิบัติที่กำหนด ตลอดจนรูปแบบของตราสาร เช่น อาจจ่ายคืนเงินต้นเต็มจำนวนและจ่ายดอกเบี้ยบางส่วน (ตามตัวอย่างข้างต้น) หรืออาจจ่ายเงินต้นบางส่วนและดอกเบี้ยเต็มจำนวน หรืออาจจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยบางส่วนก็สามารถทำได้ ส่งผลให้การกำหนดราคา หรือ Pricing ตราสารดังกล่าวต้องทำโดยผู้ชำนาญการ เนื่องจากต้องใช้ความสามารถทางสถิติและการเงินค่อนข้างสูง ส่งผลให้ต้นทุนในการออกตราสารจะสูงขึ้นไปด้วย
เงื่อนไขของ Cat bond ต้องออกแบบให้ครอบคลุมกับความเสี่ยงที่บริษัทประกันรับทำประกันไว้และต้องการถ่ายโอนออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด Basis risk ขึ้น เช่น การใช้ปริมาณน้ำฝนเป็นตัวชี้วัดการเกิดน้ำท่วม ดังตัวย่าง อาจไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีที่สุด เนื่องจากอาจเกิดสถานการณ์ที่ฝนตกมาก แต่น้ำอาจจะไม่ท่วมก็ได้ เป็นต้น
ตราสารทางการเงินที่เป็นรูปแบบซับซ้อนและเป็นของใหม่ อย่าง Cat bond จะสามารถขายและจะยั่งยืนในตลาดเงินต่อไปได้ก็ต่อเมื่อนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ในประเทศให้ความสนใจ ซึ่งนักลงทุนสถาบันบางประเภทจะสามารถลงทุนในตราสารดังกล่าวได้ ก็ต่อเมื่อตราสารได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยบริษัท Credit rating agency ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเช่นกัน และจะต้องทำความเข้าใจกับหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ที่เกี่ยวข้องในเรื่องกฎระเบียบในการออกและลงทุนในตราสารดังกล่าว
ทั้งนี้ความรู้ความเข้าใจใน Cat bond ในส่วนของผู้ออกตราสาร, ผู้จัดจำหน่าย, นักลงทุน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยอาจจะยังไม่มากนัก แต่เชื่อว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ที่ทุกฝ่ายจะได้เรียนรู้และประสานงาน เพื่อช่วยผลักดันให้ Cat bond เกิดขึ้นและคงอยู่เป็นทางเลือกแก่บริษัทประกัน, สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง และนักลงทุนไทยต่อไป