(โดยทีมงาน ThailandAEC2015)

การซื้อขายหลักทรัพย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อขายหุ้นในอดีตนั้น แรกเริ่มเดิมทีนักค้าหุ้นจะใช้วิธีการซื้อขายแบบเคาะกระดาน ที่ต้องอาศัยคนเป็นผู้ส่งสัญญาณจับคู่ หรือที่เรียกว่า Floor trading และมีพัฒนารูปแบบการซื้อขายมาเรื่อยๆจนกระทั่งมีคอมพิวเตอร์เป็นตัวจัดการในการจับคู่ซื้อขายอย่างที่เห็นกันอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ทั่วโลกในปัจจุบันซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้พัฒนาโลกทั้งโลกรวมถึงตลาดเงินและตลาดทุนให้มีนวัตรกรรมใหม่ๆขึ้นมามากมาย ส่งผลให้ในวงการการเงินมีการสร้างตราสารประเภทใหม่ๆ ตลอดจนเทคนิคในการบริหารพอร์ทโฟลิโอแบบใหม่ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

ในส่วนของนักลงทุน การลงทุนแบบดั้งเดิมนั้น นักลงทุนรายย่อยตลอดจนผู้จัดการกองทุนที่ทำหน้าที่บริหารพอร์ทโฟลิโอขนาดใหญ่ จะทำการซื้อขายหลักทรัพย์ตามข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ โดยจะตัดสินใจซื้อตราสารที่ตน “วิเคราะห์” จน “เชื่อ” ได้ว่าราคาของหลักทรัพย์นั้นๆน่าจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยจังหวะการซื้อขายและมูลค่าของการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนแต่ละประเภท แต่ละสไตล์ จะมีความแตกต่างกันมาก เช่น นักลงทุนบางกลุ่มอาจซื้อขายหุ้นจบภายในระยะเวลาวันเดียว, บางกลุ่มอาจทำการซื้อขายเป็นรายไตรมาส โดยทำการประมาณการงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนที่ออกเป็นรายไตรมาส และนักลงทุนบางกลุ่มอาจถือหลักทรัพย์ตัวเดียวนานเป็นปี หรือนานกว่านั้นalgorithm trading

ความก้าวหน้าทางความคิดของนักการเงินสมัยใหม่และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้พาเรามาถึงสิ่งที่เรียกว่า Algorithmic trading หรือการซื้อขายโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือเรียกสั้นๆว่า Algo trading หรือ AT โดย Algo trading นี้มีพัฒนาการมาจากการส่งคำสั่งซื้อขายด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีการนำมาใช้อย่างมากในช่วงทศวรรษ 1970 – 1980 โดยตลาดหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการพัฒนาด้านนวัตรกรรมทางตลาดเงินสูง และได้มีการดึงตัวนักวิทยาศาสตร์, นักคณิตศาสตร์ เข้ามาสู่อุตสาหกรรมการเงิน และเป็นส่วนสำคัญที่มีส่วนผลักดันให้มีการพัฒนา Algo trading ให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1990 จนกระทั่งการซื้อขายแบบ Algo trading ได้รับความนิยมไปทั่วโลก รวมถึงหลายประเทศในเอเชียและประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ด้วย

สำหรับความหมายของ Algo trading นั้นจะเป็นความหมายกว้างๆ ที่ครอบคลุมถึงการใช้การประมวลผลของคอมพิวเตอร์เป็นตัวกำหนดการส่งคำสั่งซื้อขาย ซึ่งในการปฏิบัติงานจริงการใช้ Algo trading จะหมายถึงการพิจารณาราคาหลักทรัพย์และ Market timing ในการซื้อขาย เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นๆ หรืออาจสร้างโอกาสในการทำกำไรโดยปราศจากความเสี่ยง (Arbitrage) ภายใต้กลยุทธ์ที่ได้มีการตั้งโปรแกรมเอาไว้

โดยส่วนใหญ่แล้วกลยุทธ์การลงทุนที่ใช้ใน Algo trading มักใช้ Technical analysis หรือการจับสัญญาณทางเทคนิค ในการหาจังวะการซื้อขายทำกำไรอย่างรวดเร็วในช่วงสั้นๆเป็นส่วนใหญ่ จนบางครั้งถูกเรื่องว่าเป็น High frequency trading (หมายเหตุ : Algo trading ครอบคลุมการถือครองหลักทรัพย์ระยะยาวด้วย ดังนั้น High frequency trading  ทุกรายเป็น Algo trading แต่ Algo trading ทุกรายไม่จำเป็นต้องเป็น High frequency trading) โดยการสร้าง Algorithm เพื่อกำหนดการซื้อขายจะใช้ Input ในการพิจารณาที่สำคัญ คือ ราคาหลักทรัพย์, ปริมาณการซื้อขาย, ความหนาแน่นของคำสั่งฝั่งซื้อฝั่งขาย ตลอดจนปัจจัยด้านช่วงเวลาที่ทำการซื้อขาย นำมาผสมผสานกันเป็นตัวกำหนด Logic เพื่อให้ได้กลยุทธ์การซื่อขายที่ต้องการ โดยข้อมูลที่ใช้นั้นอาจใช้ข้อมูลที่เป็น Real time หรืออาจใช้ข้อมูลในอดีตก็ได้

ส่วนที่เป็นข้อดีของ Algo trading คือความสามารถในการส่งคำสั่งได้อย่างรวดเร็วตามหลักการคิด หรือ Algorithm ที่ได้มีการกำหนดเอาไว้  ซึ่งความรวดเร็วดังกล่าวจะทำให้ผู้ใช้ Algo trading เป็นเครื่องมือสามารถฉกฉวยโอกาสในการทำกำไรและการทำ Arbitrage ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่านักลงทุนรายอื่น และจากความได้เปรียบดังกล่าวได้เกิดแรงจูงใจให้มีการพัฒนาความรวดเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขายแล้วการใช้ข้อมูลในตลาดให้เร็วขึ้นไปอีก เช่น Flash trading เป็นต้น ส่งผลให้เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การซื้อขายด้วยความเร็วสูงด้วย Algorithm ว่าเป็นการเอาเปรียบนักลงทุนรายอื่นๆ เพราะเสมือนกว่าทำการ Front run หรือทำการซื้อขายตัดหน้านักลงทุนคนอื่นๆในตลาด ซึ่งประเด็นนี้คงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ Algo trading มีความแพร่หลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตามในบางกรณีการใช้ Algo trading ก็อาจทำให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนา ซึ่งมีตัวอย่างจาก เหตุการณ์ Crash ของตลาดหลักทรัพย์ดาวโจนส์ในประเทศในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2553 ที่ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 1,000 จุด หรือเกือบๆ 10% ภายในเวลาไม่กี่นาที ก่อนจะมีการดีดตัวกลับขึ้นมา ซึ่งส่งผลให้ Algo trading ในรูปแบบ High frequency trading ได้ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว แม้พบภายหลังว่า Algo trading อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวโดยตรง แต่ก็มีส่วนที่ยืนยันได้ว่าการซื้อขายของ Algo trading  มีปริมาณสูงมากในช่วงเวลาดังกล่าว และอาจส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาในเหตุการณ์ครั้งนี้

ในกรณีของประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เริ่มอนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์ใช้มาตั้งแต่ปี 2549 โดยมีการกำหนดความเร็วในการส่งคำสั่งไม่เกินเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด แต่ทั้งนี้การใช้งานยังไม่แพร่หลายมากนัก แต่สัดส่วนการซื้อขายในรูปแบบนี้ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าสนใจ

คำถามที่สำคัญที่นักลงทุนสนใจก็คือว่า การซื้อขายด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จะสามารถทำกำไรได้ดีกว่านักลงทุนบุคคลที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และสามารถจับอารมณ์ของตลาดได้หรือไม่ คงจะต้องบอกว่าในที่นี้คงไม่มีคำตอบแบบฟันธงให้ได้ แต่ตัวเลขการซื้อขายหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์ใหญ่ๆบางตลาดจากเดิมที่มีสัดส่วนของ Algo trading ไม่ถึง 10% ได้มีการปรับเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนเกิน 50% ของการซื้อขายทั้งหมดในบางตลาด

แค่นี้ก็น่าจะเป็นคำตอบที่เพียงพอ

 

(โดยทีมงาน ThailandAEC2015, มิ.ย. 55)