มีทฤษฎีทางการเงินพื้นฐานทฤษฎีหนึ่ง ชื่อว่า BB&K ซึ่งย่อมาจาก Bailard, Biehl &Kaiser ได้แบ่งนักลงทุนออกเป็น 5 ประเภทโดยใช้หลักการแบ่งโดยยึดตามความสามารถในการรับความเสี่ยงของนักลงทุนควบคู่กับความสามารถในการวิเคราะห์ของนักลงทุน โดยทฤษฎี BB&K ได้ลากเส้นแกนขึ้นมา 2 แกน ให้แกนตั้งแสดงสามารถในการรับความเสี่ยงของนักลงทุนว่าเป็นนักลงทุนที่มีความมั่นใจสูง หรือนักลงทุนที่ขี้กังวล ส่วนแกนนอนจะแสดงความสามารถในการวิเคราะห์ของนักลงทุนว่าเป็นคนสุขุมรอบคอบหรือเป็นคนหุนหันพลันแล่น

นักลงทุนกลุ่มแรกเรียกว่า Adventurer หรือนักลงทุนแบบนักผจญภัยเป็นนักลงทุนที่มีความมั่นใจในตัวเองและมีความหุนหันพลันแล่น นักลงทุนกลุ่มนี้รับความเสี่ยงได้สูงสุด และพร้อมที่จะทุ่มเงินจำนวนมากสำหรับการลงทุน นักลงทุนกลุ่มที่สองเรียกว่า Individualist หรือนักลงทุนแบบศิลปินเดี่ยว จะเป็นพวกที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงและมีความรอบครอบ นักลงทุนกลุ่มนี้เป็นนักลงทุนที่มีเหตุมีผล นักลงทุนกลุ่มที่สามเรียกว่า Celebrity หรือนักลงทุนแบบคนดัง จะเป็นนักลงทุนกลุ่มที่ขาดความมั่นใจและหุนหันพลันแล่น นักลงทุนกลุ่มนี้มักจะลงทุนตามกระแส ชอบการลงทุนประเภทที่อยู่ในสมัยนิยม นักลงทุนกลุ่มที่สี่เรียกว่า Guardian หรือนักลงทุนแบบผู้พิทักษ์ จะเป็นนักลงทุนที่มีความระมัดระวังสูง ไม่ชอบความผันผวนจากการลงทุน และนักลงทุนกลุ่มสุดท้ายคือ Straight Arrow ซึ่งคือนักลงทุนกลุ่มที่อยู่ตรงกลาง มีพฤติกรรมดังที่กล่าวมาทั้งหมด

การลงทุนทางเลือก
ในโลกความเป็นจริง กลุ่มคนมีชื่อเสียงหรือที่เราเรียกว่า “Celeb” (ซึ่งในบทความนี้จะหมายถึงดารานักแสดงและนักกีฬาระดับซุปเปอร์สตาร์เป็นหลัก) จัดว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความพิเศษ เนื่องจากสามารถหารายได้จนสามารถจัดได้ว่าเป็นเศรษฐีได้ตั้งแต่อายุไม่มาก โดยอาศัยความสามารถและคุณลักษณะส่วนตัว ซึ่งในหลายครั้งเราได้เห็น Celeb ในวงการกีฬาสามารถต่อยอดสิ่งที่ตนมีไปเป็นผู้จัดการทีม, ผู้บริหารสโมสรกีฬา หรือกระทั่งนักการเมือง ส่วน Celeb ในวงการบันเทิงสามารถผันตัวเองไปเป็นผู้กำกับ, เจ้าของบริษัท หรือแม้กระทั่งนักการเมืองเช่นกัน แต่ก็มี Celeb จำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถฉกฉวยช่วงเวลาทองของชีวิตในการต่อยอดไปจุดหมายที่สูงขึ้นได้ ซ้ำร้ายหลายคนต้องใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างยากลำบาก ดังที่เราเห็นตามข่าวอยู่เป็นระยะ
ในกรณี Celeb ของต่างประเทศ เริ่มที่จะมีการรวบรวมข้อมูล และพบว่า Celeb บางส่วนน่าจะพอรู้ว่าชีวิตของตนเองมีช่วงเวลาในการกอบโกยรายได้ไม่นานนัก และชีวิตมีความไม่แน่นอนสูง เขาเหล่านั้นจึงเลือกที่จะนำรายได้ที่หาได้มากในปัจจุบันไปลงทุนต่อยอดเพื่อให้ผลประโยชน์งอกเงยขึ้น ซึ่งสินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่เริ่มมีบรรดา Celeb เข้าไปลงทุนมากขึ้นคือการลงทุนแบบร่วมทุน หรือ Venture capital ทั้งที่เป็นการลงทุนตรง หรือลงทุนผ่านกองทุน Venture capital fund อีกต่อหนึ่ง
การลงทุนแบบ Venture capital ซึ่งเป็นการลงทุนทางเลือก (Alternative investment) ประเภทหนึ่งนั้น เป็นการนำเงินเข้าไปร่วมลงทุนในธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น แต่มีศักยภาพในการเจริญเติบโตสูง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำกำไรเมื่อธุรกิจของบริษัทเติบโตขึ้น กล่าวให้ง่ายขึ้นก็คือการเอาเงินไปเป็นหุ้นส่วนในการทำธุรกิจนั่นเอง ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นนั้นจะมีความเสี่ยงสูงมาก แต่หากประสบความสำเร็จจะได้รับผลตอบแทนในอัตราที่สูงมาก โดยในช่วงนี้เป้าหมายของกลุ่มนักลงทุน Celeb ใน Hollywood คืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ ซึ่งมี Celeb หลายคนลงทุนอยู่ เช่น Ashton Kutcher, Justin Timberlake, Lady Gaga ฯลฯ
อีกธุรกิจหนึ่งที่เป็นที่นิยมของบรรดาเศรษฐี และในช่วงหลังเริ่มที่จะมี Celeb ในวงการกีฬาเข้าไปมีส่วนร่วมลงทุนคือธุรกิจกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาฟุตบอล ซึ่งมีนายทุนจากตะวันออกกลาง, อเมริกาเหนือ ตลอดจนเอเชียเข้าไปร่วมทุนบางส่วน หรือซื้อกิจการทั้งหมดของสโมสรฟุตบอลในทวีปยุโรป ซึ่งการเข้าไปบุกเบิกของเหล่านายทุน ก็ช่วยเปิดช่องทางให้ Celeb เข้าไปลงทุนในธุรกิจดังกล่าว เช่น กรณี Lebron James นักบาสเก็ตบอล NBA ที่เข้าไปถือหุ้นสโมสร Liverpool ในอังกฤษ (มีเจ้าของเป็นทุนจากอเมริกา) หรือ Keven Garnett ที่มีข่าวกับสโมสร AS Roma ในอิตาลี (มีเจ้าของเป็นทุนจากอเมริกาเช่นกัน) ซึ่งนักลงทุน Celeb เหล่านี้คงจะต้องพิสูจน์ว่าพวกเขาลงทุนโดยใช้ความสามารถในการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่ใช่นักลงทุนประเภทหุนหันพลันแล่น ลงทุนตามกระแสอย่างที่ทฤษฎีข้างต้นว่าไว้
อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างของ Celeb ในวงการกีฬาที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนเป็นอย่างสูง คือ Robbie Fowler อดีตนักเตะทีม Liverpool และปัจจุบันย้ายมาค้าแข้งกับสโมสรแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่ง Robbie Fowler สมัยเป็นนักเตะหนุ่มที่มีชื่อเสียง ได้ใช้รายได้ที่หามาได้จากช่วงรุ่งเรื่องในการค้าแข้งลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จนได้ผลตอบแทนในระดับสูง และในอดีตเคยได้รับการจัดอันดับให้เป็นบุคคลกีฬาที่ทำเงินได้ในอันดับต้นๆของประเทศอังกฤษ ทั้งๆที่ช่วงหลังรายได้จากการเตะฟุตบอลของ Fowler น้อยกว่านักเตะรุ่นหลังๆเป็นอย่างมาก
นักลงทุนทั่วไป แม้ไม่ได้เป็น Superstar หรือ Celeb แต่เชื่อว่าทุกๆคนน่าจะมีช่วงที่เป็นยุคทองของการทำงานของตัวเอง ซึ่งหวังว่าเราจะสามารถนำรายได้ที่หามาได้ในช่วงยุคทองนั้น นำไปต่อยอดให้ประสบความสำเร็จยิ่งๆขึ้น โดยไม่สูญเสียไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย หรือกับดักทางการเงินต่างๆที่มีอยู่ไม่น้อยรอบตัวเราครับ