บทความ : วิเคราะห์ความเสี่ยง Sovereign Risk

บทความ : Risk Parity Fund : อีกขั้นของนวัตกรรมกองทุนรวม

บทความ : พันธบัตรหายนภัย (Catastrophe bond)

บทความ : ตลาดหุ้น AEC

บทความ : รู้จักการการซื้อขายหลักทรัพย์แบบ Algorithmic trading

บทความ : กำเนิดกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure fund)

บทความ : Venture capital กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

บทความ : เตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure fund)

 บทความ : วิเคราะห์ความเสี่ยงการลงทุนในพันธบัตรต่างประเทศ

บทความ : ไวน์ : ในรูปแบบของสินทรัพย์เพื่อการลงทุน

 

ในที่สุด LIBOR ก็มีปัญหาอีก

(โดยทีมงาน ThailandAEC2015)

เมื่อ 2 เดือนก่อนผู้เขียนได้เขียนบทความเกี่ยวกับปัญหาอัตราดอกเบี้ย LIBOR หรือ London Interbank offered rate ซึ่งเป็นดอกเบี้ยอ้างอิงสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงทางการเงินมากมายทั่วโลก และกล่าวถึง LIBOR ในแง่ที่ว่า LIBOR มีที่มาจากการ Quotation ของธนาคารสมาชิก จึงมีการตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารบางแห่งอาจจะทำการบิดเบือน (Manipulation) ตัวเลข LIBOR เพื่อผลประโยชน์บางประการ ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารบางแห่งที่อาจมีปัญหาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งโดยปกติอาจจะต้องมีอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมเงินในระดับสูง (เพื่อสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านเครดิตและสภาพคล่องของธนาคาร) อาจจะทำการประกาศดอกเบี้ย Offered rate  และ Bid rateในระดับที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อแสดงให้สาธารณะชนเห็นว่าตัวธนาคารนั้นๆยังมีฐานะทางการเงินที่ดีอยู่ ซึ่งสงผลต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อธนาคาร หรือในอีกกรณีหนึ่งที่อาจเป็นไปได้คือ ธนาคารบางแห่งอาจจะมีการทำธุรกรรมด้านตราสารอนุพันธ์ที่มีการอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ย อาจจะมีการบิดเบือนตัวเลข LIBOR เพื่อให้ราคาของตราสารอนุพันธ์นั้นๆ (ที่ใช้ LIBOR ในการกำหนดราคา) เป็นไปในทางที่เป็นกับโยชน์กับตัวธนาคารเอง

 

ซึ่งหลังจากช่วงวิกฤติ Hamburger crisis ในช่วงปี 2008 ในต่างประเทศมีการติดตามและศึกษาในประเด็นดังกล่าวอยู่พอสมควร และมีการศึกษาบางชิ้นของนักเศรษฐศาสตร์และธนาคารกลางสหรัฐฯที่แสดงให้เห็นว่าในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหาอัตราดอกเบี้ย LIBOR ที่มีการรายงานเผยแพร่นั้นจะมีแนวโน้มที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารต้องประกาศในการกู้ยืมเงินจริงประมาณ 0.3% (ตัวเลขที่ระดับ 0.3% ในตลาดเงินถือว่าเป็นตัวเลขที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ) โดยธนาคารขนาดใหญ่หลายๆแห่งได้ถูกตั้งข้อสงสัย และบางแห่งถูกสอบสวนโดยหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศนั้นๆ ทั้งนี้นอกจากธนาคารที่มีหน้าที่ในการทำ Quotation จะถูกตั้งข้อสงสัยแล้ว  British Bankers’ Association ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการทำหน้าที่กำหนดราคา LIBOR ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากในเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of interest) กล่าวคือในคณะกรรมการของ British Bankers’ Association กลับมีคณะกรรมการบางส่วนที่มาจากธนาคารพาณิชย์ที่มีหน้าที่รายงานตัวเลข LIBOR ส่งอาจส่งผลให้เกิดความไม่รัดกุมในการกำกับดูแลอัตราดอกเบี้ย LIBOR ให้มีความเที่ยงตรงเท่าที่ควร

 

ใบบทความเมื่อ 2 เดือนที่แล้วผู้เขียนได้นำเสนอข้อมูลว่า มีธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในยุโรปได้ยอมรับต่อหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศแคนาดาว่ามี Trader บางคนของธนาคารได้มีการร่วมมือกับธนาคารบางแห่งทำการ “ปั่น” หรือ “ทำราคา” LIBOR ของสกุลเงินเยน ส่งผลให้ Trader รายดังกล่าวได้กำไรจากการทำธุรกรรมตราสารอนุพันธ์ที่มี LIBOR เป็นหลักทรัพย์อ้างอิง และมีการคาดการณ์ว่ายังมี Trader ของอีกหลายธนาคารว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวอีกด้วย

 

ยังไม่ทันที่ฝุ่นควันเดิมจะจางหายก็มีข่าวที่ใหญ่ (กว่าเดิม) คือกรณีที่ธนาคาร Barclays ธนาคารยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ถูกทางการจับได้ว่าแจ้งข้อมูลเท็จในการคำนวณอัตราดอกเบี้ย LIBOR ในช่วงระหว่างปี 2005-2009 หลังจากที่ธนาคารยอมรับว่ามีแจ้งเท็จหลายครั้ง และในที่สุด ธนาคาร Barclays ก็ถูกปรับเงินโดยหน่วยงานกำกับดูแลของทั้งสหรัฐและของอังกฤษเป็นเงินรวมกันกว่า 450 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ส่งผลให้ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารอย่างนาย Bob Diamond (กรรมการผู้จัดการ) ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งในที่สุด (ในช่วงแรกๆยังไม่ได้บอกว่าจะลาออก เพียงแต่ประกาศเพียงว่าจะไม่รับโบนัสในปีนี้เท่านั้น แต่ท้ายที่สุดด้วยประแสและแรงกดดันต่างๆ ส่งผลให้นาย Diamond ลาออกพร้อมกับผู้บริหารระดับสูงอีกบางส่วน)

 

การที่เรื่องนี้เกิดปัญหาขึ้นมา มิหนำซ้ำยังเกิดขึ้นกับธนาคารรายใหญ่และเก่าแก่ที่สุดรายหนึ่งของโลก ส่งผลให้มีการเปิดประเด็นการสืบสวนสอบสวนไปอย่างกว้างขวาง และเชื่อว่าคงไม่ใช่แค่ธนาคาร Barclays แห่งเดียวที่ทำการในรูปแบบดังกล่าว และในระยะหลังก็เริ่มมีข่าวออกมาว่าบางธนาคารเริ่มมีการไล่พนักงานที่ทำหน้าที่ LIBOR trader ออกจากตำแหน่ง และมีการออกกฎระเบียบภายในให้มีความรัดกุมขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทางการจะสามารถติดตาม สอบสวนและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องได้ครบทั้งหมดหรือไม่ แต่ที่แน่ๆคือ เหตุการณ์ปั่นดอกเบี้ย LIBOR ที่เกิดขึ้นจะต้องมีคนที่เสียประโยชน์ เช่นนักลงทุนที่มีการทำธุรกรรม ที่มี LIBOR เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง (เช่น Cross Currency Swap เป็นต้น) โดยมีรายงานข่าวว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญ Calpers หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นกองทุนเงินบำเหน็จบำนาญภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐ และเป็นต้นแบบด้านธรรมาภิบาล (Good Governance) ให้แก่กองทุนบำเหน็จบำนาญอีกหลายกองทุน กล่าวว่า Calpers จะมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ถ้าหากได้รับความเสียหายจากกรณีการปั่นดอกเบี้ย LIBOR ในครั้งนี้  โดยนาย Joseph Dear ซึ่งเป็น Chief Investment Officer (CIO) ของกองทุน Calpers ได้ออกมาเป็นผู้กล่าวเองว่า การที่ธนาคารหลายแห่งเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีปั่นดอกเบี้ย LIBOR แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนระยะยาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของกองทุนบำเหน็จบำนาญไม่สามารถให้ความไว้วางใจต่ออุตสาหกรรมบริการทางการเงินได้ และจะดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนระยะยาว ซึ่งจำเป็นต้องมีการดำเนินการทางกฎหมายต่อการกระทำผิดที่พบในคดีดังกล่าว

 

ในบทความครั้งก่อนได้มีการกล่าวถึงการเริ่มที่จะมีการพูดถึงการหาอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง (Benchmark interest rate) ที่สามารถสะท้อนธุรกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงในตลาดได้อย่างเที่ยงตรงและมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เช่น อัตราดอกเบี้ย General Collateral Finance Repo Index ซึ่งคืออัตราดอกเบี้ยที่คิดจากการกู้ยืมที่มีหลักประกันชั้นดี ซึ่งมีการรายงานอยู่บนเว็บไซต์ของ The Deposit Trustee Clearing Corporation แต่ตัวผู้เขียนเองก็ยังคงเห็นว่าคงจะเป็นการยากมากที่จะมีการนำอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงตัวอื่นมาใช้แทน LIBOR ที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมาอย่างยาวนาน

 

แต่เมื่อปัญหาเดิมๆเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยผู้กระทำหน้าเดิมๆ และมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต การมีอัตราดอกเบี้ยตัวอื่นมาใช้แทน Libor คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

—————————————————————————————————————————————-

ไวน์ : ในรูปแบบของสินทรัพย์เพื่อการลงทุน

(โดยทีมงาน ThailandAEC2015)

 

ปีใหม่ปีนี้หวังว่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่สิ่งเลวร้ายต่างๆจะผ่านพ้นไป และหวังว่าจะมีสิ่งที่ดีเข้ามาสู่ชีวิตของเราในปี 2555 นี้

เหมือนกันเช่นทุกปี ไม่ว่าปีนั้นๆจะมีความลำบากยากเย็นเพียงใด แต่เทศกาลปีใหม่ก็จะเป็นช่วงที่คนไทยเราลืมความเหนื่อยยากจากการทำงานและการใช้ชีวิตเป็นการชั่วคราว เปลี่ยนมาเป็นการเฉลิมฉลอง และหาความสุขในรูปแบบต่างๆกัน บางคนอาจอาศัยช่วงหยุดยาวนี้เดินทางท่องเที่ยว, บางคนเลือกที่จะกลับบ้านเกิดเพื่อไปอยู่พร้อมหน้ากับพ่อแม่พี่น้อง และมีไม่น้อยที่ถือเอาช่วงนี้เป็นเทศกาลดื่มกินและเฉลิมฉลองกับลมหนาวที่มาเยือน

ในช่วงของการเฉลิมฉลองเช่นนี้ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงการลงทุนทางเลือก (Alternative investment) รูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นในกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งสูง (High net worth) ในต่างประเทศ อันได้แก่การลงทุนในไวน์

มีผู้กล่าวไว้อย่างน่าฟังว่าการลงทุนในไวน์เป็นการลงทุนที่โรแมนติคที่สุด เพราะถ้าหากเราลงทุนได้ถูกจังหวะทุกครั้ง เราก็จะมีไวน์ดื่มฟรีไปตลอดชีวิต กล่าวคือ เมื่อเราซื้อไวน์ใหม่ หรือ Young wineไว้ 2 ขวดในราคาไม่สูงนักและบ่มไว้ให้มี Maturity เพียงพอ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม เราสามารถเปิดไวน์นั้น 1 ขวดเพื่อดื่ม ส่วนอีก 1 ขวดนำไปขายต่อ และได้เงินมาเพียงพอที่จะซื้อ ไวน์ใหม่อีก 2 ขวดและทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงคงจะไม่ง่ายนักที่จะทำเช่นนั้น

อันที่จริงการลงทุนในไวน์เป็นการลงทุนทางเลือกที่ยังไม่แพร่หลายมากนักเพราะยังจำกัดวงอยู่ในกลุ่มของคนที่มีความมั่งคั่งสูงเป็นหลัก เนื่องจากไวน์ที่มีคุณภาพและมีศักยภาพด้านราคามักจะมีจำนวนไม่มากและมีราคาแพง และยังมีขั้นตอนการเก็บรักษาที่มีลักษณะเฉพาะตัว นอกจากนี้ยังต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการประเมินราคาไวน์ประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไวน์ประเภทเก่าเก็บ หรือที่เรียกกันว่า Vintage

สิ่งสำคัญที่ทำให้การลงทุนในไวน์เป็นที่สนใจมากขึ้นคือการที่ราคาของไวน์ชั้นดีมีการปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เดิมทีการวัดการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของไวน์ซึ่งมีหลากหลายประเภทและกระจัดกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆนั้นทำได้ค่อนข้างยาก แต่อย่างไรก็ดีในปีคศ.1999 ได้มีการเริ่มจัดทำดัชนีแสดงการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของไวน์ โดยดัชนีดังกล่าวมีชื่อว่า Liv-ex 100 Fine Wine Index ซึ่งสร้างขึ้นจากการคัดเลือกไวน์ชั้นดี 100 ชนิดมาเป็นตัวแทนแสดงการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าไวน์ การกำเนิดขึ้นของดัชนี้ดังกล่าวนี้ช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับไวน์สามารถติดตามการเคลื่อนไหวของราคาไวน์ได้ดีขึ้น โดยดัชนีดังกล่าวนี้จะมีการเผยแพร่เป็นรายเดือน โดยจากข้อมูลล่าสุดดัชนีประกอบด้วยไวน์ Bordeaux  กว่าร้อยละ 90 ส่วนที่เหลือจะเป็น Champagne, Italy และ Rhone (ที่มา : www.liv-ex.com) นอกเหนือจากการมีดัชนีไวน์ข้างต้นแล้ว ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี Internet และการสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบสภาพและราคาของไวน์ทั่วโลกได้สะดวกมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

การที่ราคาของไวน์จะมีการปรับตัวสูงขึ้น จากการดูข้อมูลพบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดัชนี Liv-ex 100 Fine Wine Index ปรับเพิ่มขึ้นจาก 168.35 จุดเป็น 297.96 จุด (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2554) คิดเป็นค่าเฉลี่ยประมาณร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นผลตอบตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศโดยใช้ดัชนีหลักทรัพย์ดาวน์โจนส์เป็นตัวแทน แทบจะไม่ได้กำไร หรือแม้แต่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 7 ต่อปี นอกจากนี้ยังมีการศึกษาจากนักวิชาการต่างประเทศพบว่าการลงทุนในไวน์นอกจากจะให้อัตราผลตอบแทนที่ดีแล้ว ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้ด้วย เนื่องจากราคาของไวน์มีความผันผวนน้อยกว่าราคาหุ้นและความค่าความสัมพันธ์ (Correlation) ต่ำเมื่อเทียบกับ Traditional asset class อย่างหุ้น หรือพันธบัตรที่เป็นที่นิยมของนักลงทุนโดยทั่วไป

จากประสบการณ์ของต่างประเทศการลงทุนในไวน์สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่นอาจลงทุนทางอ้อมผ่านการซื้อหุ้นของบริษัทผลิตไวน์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรืออาจลงทุนโดยตรงโดยการเข้าไปเลือกซื้อไวน์ที่คาดว่าจะเป็นที่ต้องการมากขึ้นในอนาคตและราคามีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งการลงทุนแบบทางตรงนี้ต้องการความรู้ความเชี่ยวชาญในการเลือกไวน์ค่อนข้างมากอีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งและเก็บรักษาไวน์ซึ่งมีรายละเอียดเฉพาะตัวค่อนข้างมาก ดังนั้นในต่างประเทศจึงมีการจัดตั้งกองทุนประเภท Wine fund ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกองทุนรวม กล่าวคือมีการระดมเงินจากนักลงทุนเพื่อไปเลือกเฟ้นหาไวน์ที่มีศักยภาพสูง และหาจังหวะขายในอนาคต ซึ่งจะกระทำโดยผู้จัดการกองทุนของ Wine fund นั้นๆ

การลงทุนใน Wine fund นี้เป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในแถบยุโรปและเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน อย่างไรก็ตามการลงทุนรูปแบบนี้มีข้อควรพิจารณาหลายประการก่อนการลงทุน ได้แก่ 1. ค่าบริหารจัดการ (Management fee) ของกองทุน Wine fund อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการลงทุนในกองทุนรวม และบางกองทุนมีการเก็บค่าแรกเข้า (Front-end fee) ในระดับสูงด้วย 2. การลงทุนใน Wine fund เป็นการลงทุนที่มีสภาพคล่องต่ำ เนื่องจากการลงทุนในไวน์บางชนิดจะต้องซื้อมาและรอเวลาที่เหมาะสมสำหรับการขายออกไป ทำให้ Wine fund บางกองทุนมีการกำหนด Lock-up period หรือช่วงเวลาห้ามไถ่ถอนเงินต้นออกจากกองทุนเป็นเวลา 3 – 10 ปี เป็นต้น 3.การลงทุนในไวน์ชนิดใดๆก็ตามหผู้ลงทุนจะไม่ได้รับผลตอบแทนในรูปตัวเงินที่ได้จากตัวมันเอง ต่างจากการลงทุนในหุ้นหรือพันธบัตรที่มีการจ่ายปันผลหรือจ่ายดอกเบี้ยตามช่วงเวลาที่กำหนด ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในไวน์จะมาจาก Capital gain หรือส่วนต่างราคา อันเป็นผลมาจากการคาดคะเนอุปสงค์, อุปทานและสภาวะตลาด เท่านั้น 4. ข้อมูลการลงทุนย้อนหลังมักจะบ่งชี้ว่าการลงทุนในไวน์มีความเสี่ยงต่ำเนื่องจากมีความผันผวนน้อย แต่ความจริงแล้วการกำหนดราคากลางอย่างเป็นทางการในการซื้อขายและประเมินมูลค่าของไวน์ไม่ได้มีการทำทุกวันเหมือนอย่างหุ้นและตราสารหนี้ อีกทั้งไวน์บางรุ่นอาจมีการซื้อขายในบางช่วงที่เหมาะสมเท่านั้นส่งผลให้ความผันผวนของการลงทุนเมื่อดูจากข้อมูลในอดีตเพียงอย่างเดียวจะน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ข้อเสียที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่นิยมการดื่มไวน์ก็คือหลังจากมีการใส่เงินลงทุนมากมายใน Wine fund แล้ว นักลงทุนที่เป็นเจ้าของเงินไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติไวน์ที่ตนเองเป็นเจ้าของได้ ต่างจากการซื้อไวน์มาเก็บไว้เอง ที่ผู้ลงทุนสามารถเลือกได้ว่าจะเปิดขวดดื่ม หรือขายทำกำไรออกไป

ขอให้ทุกท่านมีความสุขในปี 2555 และฉลองอย่างมีสติครับ

————————————————————————————————————————